ข่าวที่ 01/10                                                                                                                                                                             

วันที่ 7  พฤศจิกายน 2549

ขอเชิญชวนประดับธงชาติไทยคู่กับธงตราสัญลักษณ์

ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2548  - 31 ธันวาคม 2549

และเชิญเที่ยวงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ 

1 พฤศจิกายน 2549-31 มกราคม 2550 ณ จังหวัดเชียงใหม่

 

                        วันนี้ เมื่อเวลา  08.30น.    ห้องประชุม ชั้น 2  ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่  ทำเนียบรัฐบาล 

พลเอก สุรยุทธ์   จุลานนท์   นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี                   

                        ภายหลังการประชุมร้อยเอก  ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แถลงคำปรารภของ นายกรัฐมนตรี  ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล    ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล   สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

         

1.      การเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา

80  พรรษา 

                             หนึ่งในวาระแห่งชาติของรัฐบาล คือ การเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา  โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีความรักความสามัคคีในหมู่ปวงชนเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มตั้งแต่ วันที่ 5 ธันวาคม 2549  จนถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2550

 

                   2.  การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

                        การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ   ซึ่งได้มีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วาระพิเศษเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549   ว่าจะมีระบบการตรวจสอบภายในของแต่กระทรวง ซึ่งแต่ละกระทรวงมีอยู่แล้ว แต่อยากให้แต่ละกระทรวงทำงานกันอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยผ่อนภาระรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ   รัฐบาลได้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนและข้าราชการมีส่วนร่วมในวาระแห่งชาติดังกล่าว

 

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี

                          ร้อยเอก  ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   นางเนตรปรียา  ชุมไชโย  ผู้ช่วยโฆษกประจำ

สำนักนายกรัฐมนตรี   ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี   ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล    ตึกนารีสโมสร    ทำเนียบรัฐบาล  

สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

             

       กฎหมาย

                                 

                        1.         เรื่อง      ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....

2.             เรื่อง         ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี  โรงเรียนนายเรือ พ.ศ. ....

3.             เรื่อง         ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำ

สำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. ....

4.         เรื่อง      ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดทำและการตรวจสอบร่างกฎหมายและ

ร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี  พ.ศ. ....

5.         เรื่อง      ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยเบี้ยประชุมของประธานกรรมการ รองประธาน

                        6.         เรื่อง      ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภา

                                                และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ  ผู้ดำรงตำแหน่งใน

                                                คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  สมาชิกสภาร่าง

                                                รัฐธรรมนูญ  กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  และผู้ดำรงตำแหน่งในคณะตุลาการ

                                                รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ....  และร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทน 

                                                ค่าป่วยการ และประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมการตรวจสอบและสมัชชา

                        7.         เรื่อง      ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. ....

                        8.         เรื่อง      กฎกระทรวงกำหนดแบบหลักเกณฑ์  และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตและการออก

                                                ใบอนุญาต  สำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร  ตาม

                                                กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาล

                                                แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งชาติอื่น  พ.ศ. ....

 

                    เศรษฐกิจ

9.         เรื่อง      แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) 

                        10.       เรื่อง      การดำเนินงานของสำนักงานกำกับระบบ GFMIS

11.       เรื่อง      รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ประจำเดือนกันยายน 2549

12.       เรื่อง      การจัดสรรวงเงินกู้ยืมเพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อย ฤดูการผลิตปี 2550/2551

                                13.          เรื่อง         การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 9 เดือนแรกของปี 2549 (มกราคม – กันยายน) 

                        14.       เรื่อง      ขออนุมัติเงินงบกลาง  รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  (ค่าใช้จ่ายใน

                                                การดำเนินการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ) 

                        15.       เรื่อง      ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.. 2549  งบกลาง  รายการ

ค่าใช้จ่ายเพื่อปรับกลยุทธ์และรองรับการเปลี่ยนแปลง  (27,200 ล้านบาท)

16.       เรื่อง      โครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

                        17.       เรื่อง      การแก้ไขปัญหาการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

         

สังคม

                        18.       เรื่อง      ข้อเสนอแนะที่สำคัญต่อรัฐบาล

19.       เรื่อง      การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและแนวทางการจัดทำแผนการบรรเทาอุทกภัยระยะกลางและ

ระยะยาว

                        20.       เรื่อง      โครงการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากอุทกภัย

                        21.       เรื่อง      คณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทย

                   22.       เรื่อง      สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 20)    

23.       เรื่อง      การแก้ไขปัญหา และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

24.       เรื่อง      สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงคมนาคม

25.       เรื่อง      การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน

                        26.       เรื่อง      รายงานผลการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ  (1-5 พฤศจิกายน 2549)

 

 

 

                        ต่างประเทศ

27.       เรื่อง      ขออนุมัติขายอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศของกระทรวงกลาโหม

จำนวน 4 แห่ง

                        28.       เรื่อง      ขออนุมัติปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเบลเยียมประจำจังหวัดระยอง

29.       เรื่อง      ขออนุมัติเปิดสถานเอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย

                        30.       เรื่อง      การลงนามข้อตกลงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน 

                        31.       เรื่อง      การขยายระยะเวลาโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก

                        32.       เรื่อง      การเพิ่มทุนในสมาคมการระหว่างประเทศเพื่อริเริ่มให้มีการบรรเทาหนี้พหุภาคีแก่

                                                ประเทศสมาชิกที่ยากจน

                        33.       เรื่อง      ขออนุมัติเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นทางการ 

                                                ครั้งที่  10  และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม +3 ครั้งที่  6

                        34.       เรื่อง      การเห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนลงนามในหนังสือความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำ

                                                พันธมิตรทางยุทธศาสตร์อาเซียน-ซีฟเดค

 

         การศึกษา

                        35.       เรื่อง      ขออนุมัติโครงการจัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 5 โรง ใน 5 จังหวัดชายแดน

ภาคใต้

 

                        แต่งตั้ง

                        36.       เรื่อง      แต่งตั้ง

                                                1.  การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์  ตามพระราช

                                         บัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

                                                2.  การแต่งตั้งกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำ

                                                     จังหวัดขอนแก่น

                                                3.  การแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐออสเตรียประจำจังหวัดภูเก็ต

4.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 11 (กระทรวงแรงงาน)

5.  การแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

6.  การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์

                                                     (ภาษา เอกสารและหนังสือ)  นักอักษรศาสตร์ 10 ชช. (กระทรวงวัฒนธรรม)

7.  การแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

                                                8.  แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

                                                9.  แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

                                                10.  แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ  (กระทรวงคมนาคม)

                                                11.  การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 

                                                       (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                                                12.  การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ

                                                       เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                                                13.  การแต่งตั้งข้าราชการ  (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                                                14.  การแต่งตั้งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

                                                15.  การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)

                                                16.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ

                                                       สิ่งแวดล้อม

                                                17.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

                                                18.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบัน

                                                      การบินพลเรือน

                                                19.  การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

                                                20.  การแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงยุติธรรม)

21.  การโอนย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 ในสำนักนายกรัฐมนตรี

22.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

23.  แต่งตั้งผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์

24.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการองค์

       การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

25.  การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่ง

       ประเทศไทย

26.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการทางพิเศษแห่ง

       ประเทศไทย

27.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่ง

       ประเทศไทย

28.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้า

      ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

                                                29.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปุ๋ย

                                                30.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒในคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์

                                                       พลังงาน

                                                31.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหาร

                                                       สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) .. 2548

                                                32.  แต่งตั้งคณะกรรมการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

                                                33.  แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ

       สิ่งแวดล้อม)

                                                34. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

 

******************************

                        กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

โทร. 02-2809000 ต่อ 332 

สำนักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

ทุกวันอังคาร หรือวันที่มีการประชุม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5

ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟังได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประจำจังหวัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



กฎหมาย

1.   เรื่อง  ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....

                        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ      โดยให้ตัดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลออกทั้งวรรค  และให้นำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

                        ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้ 

                        1. กำหนดสิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ  ให้ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล  การนำไปเปิดเผยเพื่อทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้  เว้นแต่จะเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้น  หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผยและกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและวิธีป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพให้ประชาชนทราบโดยเร็ว 

                        2. ให้มีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “คสช.” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานกรรมการ  กำหนดองค์ประกอบของ คสช. ให้มีจำนวน 37 คน  โดยคำนึงถึงสัดส่วนให้สมดุลระหว่างฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการ ฝ่ายวิชาการหรือวิชาชีพ และฝ่ายประชาชน  กำหนดคุณสมบัติของกรรมการ  การเลือกกรรมการ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง  และให้มีคณะกรรมการสรรหา ซึ่ง คสช. แต่งตั้งตามกฎหมายเพื่อปฏิบัติหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์  การสรรหา

ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ

                        3. ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  มีฐานะเป็นนิติบุคคล  เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น  ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่          รับผิดชอบงานธุรการของ คสช.  และคณะกรรมการบริหารรายได้ของสำนักงานเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี  และรายได้อื่นตามที่กำหนด 

                        4. ให้มีเลขาธิการรับผิดชอบการบริหารงานของสำนักงานขึ้นตรงต่อ คสช.  มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานของสำนักงาน  กำหนดอำนาจหน้าที่เลขาธิการ วาระการดำรงตำแหน่ง 

                        5. ให้ คสช. แต่งตั้งกรรมการบริหาร  เพื่อให้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการดำเนินงานของสำนักงาน  

                        6. กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีหน้าที่จัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่   หรือสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น  หรือสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่  หรือสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น  และกำหนดให้มีการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพ  โดยให้ คสช. จัดให้มีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง 

                        7. ให้มีรัฐธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ  โดย คสช.  เป็นผู้จัดทำเพื่อให้ใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์  และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ  เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ 

                        8. กำหนดบทเฉพาะกาลตามพระราชบัญญัตินี้  โดยให้โอนบรรดากิจการทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน  และเงินงบประมาณของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขในส่วนของสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 

 

2.  เรื่อง  ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี  โรงเรียนนายเรือ พ.ศ. ....

                            คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี  โรงเรียนนายเรือ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงาน

คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว  และให้ดำเนินการต่อไปได้   ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการกำหนดลักษณะเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี  โรงเรียนนายเรือชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ  น้ำหนัก  ขนาด อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด  ลวดลายและลักษณะอื่นๆ  ของเหรียญกษาปณ์ (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคาห้าสิบบาท หนึ่งชนิด (จำนวนผลิตไม่เกิน 200,000 เหรียญ)

 

 

 

3.  เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานใน          พื้นที่พิเศษ พ.ศ. ....

                                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. ....ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ และ

คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ได้ตรวจพิจารณาแล้ว   และให้ดำเนินการ        ต่อไปได้    ทั้งนี้  ร่างระเบียบดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

                                1. กำหนดให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. 2545

                                2. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเบิกจ่ายเงินของข้าราชการหรือลูกจ้างประจำให้สอดคล้องกับ

สภาวการณ์ปัจจุบัน  (หมวดที่ 1)

                                3. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายตามระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS)  (หมวดที่ 2)

 

4. เรื่อง  ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดทำและการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี  พ.ศ. ....

                      คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดทำและการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี  พ.ศ. .... ที่คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอ     คณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ  และให้ดำเนินการต่อไปได้

                        สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรายงานว่า  โดยที่คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมาย ฯ  ดังกล่าวได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วประมาณ 1 ปีเศษ และในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นงานประจำ   หากยังดำเนินการในรูปแบบของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมีการจัดทำคำสั่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี  ดังนั้น  เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายฯ ได้มีแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบมีระเบียบแบบแผนและมั่นคง  อันจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายฯ  เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  จึงได้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดทำและการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ  ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายฯ  คณะที่ 2   ตรวจพิจารณาร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้แก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย  เพื่อให้ถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

5.  เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยเบี้ยประชุมของประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และอนุกรรมการคณะกรรมการมาตรวิทยาการแห่งชาติ พ.ศ. ....

                        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยเบี้ยประชุมของประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ  กรรมการ และอนุกรรมการคณะกรรมการมาตรวิทยาการแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 ตรวจพิจารณาแล้ว  ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ  แล้วดำเนินการต่อไปได้

                        ทั้งนี้ ได้กำหนดเบี้ยประชุมคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ  และคณะอนุกรรมการไว้ ดังนี้

ลำดับ

ตำแหน่ง

อัตราเบี้ยประชุม

(บาท)

หมายเหตุ

1.

2.

3.

4.

5.

ประธานกรรมการ

รองประธานกรรมการ

กรรมการ

ประธานอนุกรรมการ

อนุกรรมการ

7,500

6,750

6,000

3,750

3,000

- การจ่ายเบี้ยประชุมให้จ่ายเป็นรายเดือน เฉพาะเดือนที่เข้าประชุมเดือนใดไม่มีการประชุมหรือมีการประชุมแต่ไม่เข้าประชุมให้งดจ่าย

 

 

                        ทั้งนี้ ให้ระเบียบฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

6.  เรื่อง  ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ  ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  และผู้ดำรงตำแหน่งในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ....  และร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทน  ค่าป่วยการ และประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมการตรวจสอบและสมัชชาแห่งชาติ  พ.ศ. ....

            คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ  ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  และผู้ดำรงตำแหน่งในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ....  และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทน  ค่าป่วยการ และประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมการตรวจสอบและสมัชชาแห่งชาติ  พ.ศ. ....  รวม

2 ฉบับ  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน   โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย  และให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับเพิ่มเงินค่าเบี้ยประชุมของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมยั่งยืน  แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

 

7.   เรื่อง  ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. ....

                        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

                        โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวฯ  มีสาระสำคัญดังนี้

                                1. กำหนดให้ยกเลิกพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน   (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541

                                2. กำหนดให้มีการดำเนินการชำระบัญชีและวิธีการจัดการทรัพย์สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน การเงิน

 

8.  เรื่อง  กฎกระทรวงกำหนดแบบ  หลักเกณฑ์  และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต  สำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร  ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งชาติอื่น  พ.ศ. ....

                    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบ  หลักเกณฑ์  และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต  สำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร  ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งชาติอื่น  พ.ศ. ....  และให้ดำเนินการ ต่อไปได้ 

                        โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวฯ  มีสาระสำคัญดังนี้

                        1. กำหนดให้กฎกระทรวงใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2549 เป็นต้นไป

                        2. กำหนดแบบคำขอ  ตท.  15 เพื่อใช้ในกรณีการขอรับใบอนุญาตทำงาน  การขอต่ออายุใบอนุญาต 

การขอรับใบแทนใบอนุญาตและการขออนุญาตเปลี่ยนการทำงาน  โดยขอทำงานอื่นนอกจากระบุไว้ในใบอนุญาตหรือเปลี่ยนสถานที่หรือท้องที่ในการทำงานสำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลและนายจ้างซึ่งยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทน

                        3. กำหนดสถานที่ยื่นคำขอ  โดยกรุงเทพมหานคร   ยื่น ณ กรมการจัดหางานหรือตามที่อธิบดีประกาศกำหนด  จังหวัดอื่น  ยื่น  ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนด

                        4. กำหนดแบบใบอนุญาตทำงาน (ตท. 16)

 

 

 

 

 

 




เศรษฐกิจ

 

9.  เรื่อง  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) 

        คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  โดยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล              สรุปได้ดังนี้

                        1. วิสัยทัศน์ประเทศไทย

                        มุ่งพัฒนาสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness  Society)  คนไทยมีคุณธรรมนำความรอบรู้  รู้เท่าทันโลก  ครอบครัวอบอุ่น   ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพ  เสถียรภาพ  และเป็นธรรม  สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน  อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี”

                        2. พันธกิจ  เพื่อให้การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 มุ่งสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน”  ภายใต้แนวปฏิบัติของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เห็นควรกำหนดพันธกิจของการพัฒนาประเทศ ดังนี้

(1) พัฒนาคนให้มีคุณภาพ  คุณธรรมนำความรอบรู้อย่างเท่าทัน   (2) เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และ

เป็นธรรม   (3)  ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ  และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม  (4)  พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3. วัตถุประสงค์

                              (1) เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม จริยธรรมอย่างต่อเนื่องที่ขับเคลื่อนด้วยการเชื่อมโยง            บทบาทครอบครัว สถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษา เสริมสร้างบริการสุขภาพอย่างสมดุลระหว่างการส่งเสริม

การป้องกัน    การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

                              (2) เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย เป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพึ่งตนเองและลดปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ

                              (3) เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตสู่การเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการบนฐานความรู้และนวัตกรรม    รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสาขาการผลิตเพื่อทำให้มูลค่าการผลิตสูงขึ้น

                              (4) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และระบบบริหารความเสี่ยงให้กับภาคการเงิน การคลัง พลังงาน  ตลาดปัจจัยการผลิต ตลาดแรงงาน และการลงทุน

                              (5) เพื่อสร้างระบบการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนให้เป็นธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งสร้างกลไกในการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ประชาชนในทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม

                              (6) เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและคุณค่าความหลากหลายทาง             ชีวภาพ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศ และการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งในรุ่นปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งสร้างกลไกในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเป็นธรรมและอย่างยั่งยืน

                              (7) เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาค      ประชาชน และขยายบทบาทขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกและกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

                       

 

 

 

 

                        4. เป้าหมาย

                              (1) เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน

                                    (1.1) การพัฒนาคน

                                          1) คนไทยทุกคนได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม         จริยธรรม อารมณ์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีทักษะในการประกอบอาชีพ มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างมี ศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

                                          2) เพิ่มจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยเป็น 10 ปี พัฒนากำลังแรงงานระดับกลางที่มี     คุณภาพเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ของกำลังแรงงานทั้งหมด และเพิ่มสัดส่วนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเป็น 10 คน          ต่อประชากร 10,000 คน

                                          3) อายุคาดหมายเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้นเป็น 80 ปี ควบคู่กับการลดอัตราเพิ่มของการ                เจ็บป่วยด้วยโรคป้องกันได้ใน 5 อันดับแรก คือ หัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดสมอง และมะเร็ง นำไปสู่           การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และลดรายจ่ายด้านสุขภาพของบุคคลลงในระยะยาว

                                    (1.2) การพัฒนาชุมชนและแก้ปัญหาความยากจน ทุกชุมชนมีแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำแผนชุมชนไปใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณเพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมและบรรเทาปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และลดสัดส่วนผู้อยู่ใต้เส้นความยากจนลงเหลือร้อยละ 4 ภายในปี 2554

                              (2) เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ

                                    (2.1) โครงสร้างเศรษฐกิจ สัดส่วนภาคเศรษฐกิจในประเทศต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ภายในปี 2554 และสัดส่วนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15   ภายใน ปี 2554

                                    (2.2) เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 3.0-3.5 ต่อปี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่เกินร้อยละ 50 และความยืดหยุ่นการใช้พลังงานเฉลี่ยไม่เกิน 1:1 ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10

                                    (2.3) ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สัดส่วนรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด ร้อยละ 20 แรก       ต่อรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 ไม่เกิน 10 เท่าภายในปี 2554 และสัดส่วนผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40  ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10

                             (3) เป้าหมายการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

                                    (3.1) รักษาความสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้มีพื้นที่    ป่าไม้ไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 33 และต้องเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 ของพื้นที่ประเทศ รวมทั้งรักษาพื้นที่       ทำการเกษตรในเขตชลประทานไว้ไม่น้อยกว่า 31,000,000 ไร่

                                    (3.2) รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของคนไทย

                                        (4)  เป้าหมายด้านธรรมาภิบาล

                                    (4.1)  มุ่งให้ธรรมาภิบาลของประเทศดีขึ้น มีคะแนนภาพลักษณ์ของความโปร่งใสอยู่ที่ 5.0 ภายในปี 2554 ระบบราชการมีขนาดที่เหมาะสม และมีการดำเนินงานที่คุ้มค่าเพิ่มขึ้น ลดกำลังคนภาคราชการให้ได้          ร้อยละ 10 ภายในปี 2554  ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้น ท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้และมีอิสระ   ในการพึ่งตนเองมากขึ้น  ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการตัดสินใจและรับผิดชอบในการบริหารจัดการประเทศ

                                    (4.2)  สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในบริบทไทย ให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ในด้านวัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมธรรมาภิบาล และวัฒนธรรมสันติวิธีเพิ่มขึ้นในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10

 

 

                   5.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

                        ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรับเปลี่ยนเร็วและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่เหมาะสม ดังนี้

                              (1)  ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้        ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ เกิดภูมิคุ้มกัน

                              (2)  ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็งด้วยการส่งเสริมการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ            ในรูปแบบที่หลากหลาย และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามความพร้อมของชุมชน

                              (3)  ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างการผลิตให้สมดุลและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตและบริการ บนฐานการเพิ่มคุณค่าสินค้าและบริการจากองค์ความรู้สมัยใหม่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรม และการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ การปฏิรูปองค์กร การปรับปรุงกฎระเบียบ การพัฒนามาตรฐานในด้านต่าง ๆ และการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันและระบบบริหารความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ 

                              (4)  ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการรักษาฐานทรัพยากรและความสมดุลของระบบนิเวศเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน

                              (5)  ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ มุ่งเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน

                   6.  การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล

                        การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 สู่การปฏิบัติ ต้องให้ภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยนำเอาแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผนมาแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการในระดับต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปรับระบบการจัดสรรทรัพยากร การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้

                             (1)  เสริมสร้างบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคีพัฒนา จัดทำแผนปฏิบัติการในระดับต่าง ๆ ที่บูรณาการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ  ฉบับที่ 10 ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

                                    (2) กำหนดแนวทางการลงทุนที่สำคัญตามยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10

                                    (3) เร่งปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล

                              (4) ศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 สู่การปฏิบัติ

                                                (5) พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลและสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาในทุกระดับ

                                    (6) สนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในทุกระดับและการเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานกลางระดับนโยบาย ตลอดจนระดับพื้นที่และท้องถิ่น

 

10. เรื่อง   การดำเนินงานของสำนักงานกำกับระบบ GFMIS

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ยุบสำนักงานกำกับการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS)  ที่มีอยู่ในปัจจุบัน  และโอนงานนี้ไปให้กระทรวงการคลังโดยเร็วที่สุด   ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ   

 

11. เรื่อง  รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ประจำเดือนกันยายน 2549

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ประจำเดือนกันยายน 2549 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  สรุปได้ดังนี้

 

                        ดัชนีอุตสาหกรรมของเดือนสิงหาคม 2549

                        - ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม = 171.55 เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2549 (162.91) ร้อยละ 5.30 และ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน (160.41) ร้อยละ 6.95 

                        - ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2549 ได้แก่  การผลิตยานยนต์ การผลิตเครื่องจักรสำนักงาน เครื่องทำบัญชีและเครื่องคำนวณ การผลิตเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าขั้นมูลฐาน  การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุ  และสินค้าที่เกี่ยวข้อง  การผลิตผลิตภัณฑ์ยาสูบ 

                        - อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย = 69.08 เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2549 (66.70) ร้อยละ 3.60 และทรงตัวจากเดือนเดียวกันของปีก่อน (69.07)

                        ภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน  2549

                        - อุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าการผลิตและการส่งออกจะเริ่มขยายตัวเล็กน้อยจากปริมาณคำสั่งซื้อ          สินค้าที่ปรับตัวตามฤดูกาลในช่วงไตรมาสที่ 4 รวมถึงราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลง  นอกจากนี้การส่งออกไก่แปรรูปไป           สหภาพยุโรป  กำลังมีข่าวเกี่ยวกับการปรับอัตราภาษีสินค้าไก่หมักเกลือและไก่แช่เย็นแช่แข็ง  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก  ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณการส่งออกไก่ของไทยเพิ่มขึ้น  สำหรับ           สถานการณ์ภายในประเทศเริ่มมีปัจจัยลบเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอีกรอบ  ซึ่งอาจทำให้เกิดผลด้านจิตวิทยาต่อการบริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกได้ 

                        - อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม  การผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปในเดือนกันยายน  2549  จะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  สำหรับแนวโน้มในเดือนตุลาคม 2549 การผลิต และการจำหน่ายจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตามคำสั่งซื้อของประเทศผู้นำเข้าเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในช่วงปลายปี  ทั้งเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 

                        - อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า  สถานการณ์เหล็กในเดือนกันยายน 2549 คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อน  โดยการผลิตเหล็กทรงยาวยังคงทรงตัว  ตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์  สำหรับเหล็กทรงแบนคาดการณ์ว่าจะขยายตัวขึ้นเล็กน้อย  เนื่องจากผู้ผลิตได้ขยายฐานการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา  ยุโรปและตะวันออกกลางที่ยังคงมีความต้องการอยู่  

                        - อุตสาหกรรมยานยนต์ ภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ในเดือนกันยายน 2549 คาดว่า ขยายตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการเปิดตัวของรถยนต์รุ่นใหม่และมีการส่งออก        รถยนต์ดังกล่าวด้วย  ประกอบกับ สถานการณ์ราคาน้ำมันของโลกเริ่มปรับตัวลดลง  ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดรถยนต์ในประเทศและตลาดทั่วโลก 

                        - อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ในเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม 2549  คาดว่าการผลิตและการจำหน่ายในประเทศจะยังทรงตัว  เนื่องจากในภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศยังคงซบเซาตามราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น  และในส่วนของการส่งออกคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก  เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวลงของตลาด            ที่อยู่อาศัย 

                        - อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  ภาวการณ์ผลิตและขายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในเดือนกันยายน  2549  มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน  ในสินค้าเครื่องทำความเย็น เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น  ค่อนข้างทรงตัวเป็นผลจากการปรับตัวตามฤดูกาล  ขณะที่กลุ่มภาพและเครื่องเสียง (AV) อาจจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี  เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลต่าง ๆ ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกันยายนและช่วงปลายปี  คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง  เนื่องจากความต้องการสินค้า Consumer Electronic ของโลกที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เช่น Notebook MP3 DVD Player เป็นต้น     ซึ่งในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

 

12.  เรื่อง  การจัดสรรวงเงินกู้ยืมเพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อย ฤดูการผลิตปี 2550/2551

             คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดสรรวงเงินกู้ยืมเพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อย ฤดูการผลิตปี 2550/2551  ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  แล้วมีมติดังนี้

                        1. เห็นชอบการจัดสรรเงินกู้ยืมเพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อย  ฤดูการผลิตปี 2550/2551  ในวงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  รับซื้อลดเช็คจากชาวไร่อ้อยที่โรงงานน้ำตาลเป็นผู้สั่งจ่ายตามหลักเกณฑ์การจัดสรรวงเงินสินเชื่อ

                        2. เห็นชอบในหลักการในการจัดสรรเงินกู้เพื่อการส่งเสริมการปลูกอ้อยสำหรับปีต่อ ๆ ไป  ในวงเงิน 10,000  ล้านบาท  ทั้งนี้  หากมีการเปลี่ยนแปลงวงเงินเพื่อการนี้สูงเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

 

13.   เรื่อง  การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 9 เดือนแรกของปี 2549 (มกราคม – กันยายน) 

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 9 เดือนแรกของ   ปี 2549 (มกราคม – กันยายน)   ดังนี้

                        1.   การส่งออก

                                การส่งออกเดือนกันยายน 2549  มีมูลค่า 12,048.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกัน ปีก่อนร้อยละ 15.3  การส่งออกทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่หก เป็นการขยายตัวของสินค้าหมวดต่างๆ ดังนี้ 

                        -  สินค้าเกษตรกรรม/อุตสาหกรรมการเกษตร  ส่งออกเพิ่มขึ้น ที่ร้อยละ 24.3 สินค้าสำคัญ ได้แก่  ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และสินค้าอาหาร (กุ้งแช่แข็งและแปรรูป อาหารกระป๋องและแปรรูป ผักและผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป และ ไก่แช่แข็งและแปรรูป)  ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องร้อยละ 35.6, 42.5 และ 13.6 ตามลำดับ

                        -  สินค้าอุตสาหกรรม ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8  สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์  เครื่องใช้ไฟฟ้า  ยานยนต์และส่วนประกอบ  อัญมณี  วัสดุก่อสร้าง  ผลิตภัณฑ์ยาง  เครื่องใช้เดินทาง เครื่องหนังและรองเท้า เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เภสัช สิ่งพิมพ์และของเล่น  สินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลง ได้แก่    สิ่งทอ และ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ  การแข่งขันกับคู่แข่ง คือ จีนและเวียดนาม และได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ รวมทั้งการแข็งค่าของเงินบาท

                        -  สินค้าอื่น ๆ  ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.6  ที่สำคัญ  ได้แก่ เคมีภัณฑ์  เลนส์ และส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบินส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ  17.0 , 38.0 และ 23.3 ตามลำดับ

                   การส่งออกในระยะ 9 เดือนแรกของปี 2549 (ม.ค.-ก.ย.)  มีมูลค่า 95,616.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 16.4  คิดเป็นร้อยละ  73.3  ของเป้าหมายการส่งออก  เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร  ร้อยละ 18.6  สินค้าอุตสาหกรรม  ร้อยละ 13.4 และสินค้าอื่นๆ   ร้อยละ 26.2

                   -  สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร  สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา  มันสำปะหลัง และ สินค้าอาหาร(กุ้งแช่แข็งและแปรรูป  อาหารกระป๋องและแปรรูป  ผักผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป และ ไก่แช่แข็งและแปรรูป) เพิ่มขึ้นร้อยละ  53.0 , 27.6 และ  10.3  ตามลำดับ  รวมทั้ง ข้าวที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 ขณะที่ปริมาณลดลงร้อยละ 5.5  สำหรับน้ำตาลปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลงร้อยละ 36.4 และ 10.0  ตามลำดับ เนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลง

                   -  สินค้าอุตสาหกรรม  สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์  ยานยนต์และส่วนประกอบ  เครื่องใช้ไฟฟ้า  สิ่งทอ  อัญมณี  เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ยาง  เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่ง  สิ่งพิมพ์และกระดาษ  เครื่องสำอาง  ผลิตภัณฑ์เภสัช  และ ของเล่น     สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ เครื่องเดินทาง เครื่องหนังและรองเท้า ลดลงร้อยละ 1.1   เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศและ

การแข่งขันกับจีน เวียดนามและอินโดนีเซีย และ เฟอร์นิเจอร์ลดลงร้อยละ 1.4  จากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ

ไม้ยางพาราและแรงงาน  รวมทั้งการแข่งขันกับจีนและเวียดนาม

                   -  สินค้าอื่นๆ ที่สำคัญและส่งออกเพิ่มขึ้นในอัตราสูงได้แก่  น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ เลนส์ และน้ำมันเบนซินส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.7 , 22.2 , 36.4 และ 30.3 ตามลำดับ

                        ตลาดส่งออกสำคัญ (ม.ค.-ก.ย.) การส่งออกไปตลาดใหม่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 24.7 ขณะที่ตลาดหลักก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยขยายตัวร้อยละ 11.0 

-   ตลาดใหม่ที่ขยายตัวในอัตราสูง ได้แก่  ยุโรปตะวันออก (ร้อยละ 34.4) ลาตินอเมริกา  (ร้อยละ 32.5)  

ตะวันออกกลาง(ร้อยละ 29.1) อินโดจีนและพม่า(ร้อยละ 27.7) ออสเตรเลีย(ร้อยละ 27.4) ไต้หวัน(ร้อยละ 26.5) จีน

(ร้อยละ 26.0) แคนาดา(ร้อยละ 24.4) เกาหลีใต้(ร้อยละ 22.6) และ ฮ่องกง(ร้อยละ 19.0)

                   -  ตลาดหลักที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯร้อยละ 16.5 สหภาพยุโรปร้อยละ 14.6  ญี่ปุ่น

ร้อยละ 6.9 และ อาเซียน(5)ร้อยละ 6.7  

                   2.  การนำเข้า

                        การนำเข้าเดือนกันยายน 2549 มีมูลค่า 10,541.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0

                        -  กลุ่มสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น  ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง (ร้อยละ 15.4) สินค้าทุน (ร้อยละ 2.9) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 10.6) สินค้าอุปโภคบริโภค (ร้อยละ 12.9) และสินค้าอาวุธ ยุทธปัจจัยและสินค้าอื่นๆ (ร้อยละ 30.3)  สำหรับการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 68.1 ของมูลค่าการนำเข้ารวม และเป็นสินค้าที่มีความสัมพันธ์กับการลงทุน/การผลิต/การส่งออกโดยตรงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายการผลิตและให้มีวัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิตเพื่อส่งออกในช่วงหลังของปีซึ่งจะมีแนวโน้มการส่งออกที่ดี  กลุ่มสินค้าที่นำเข้าลดลง ได้แก่ สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง (ร้อยละ 10.8)

                   -  สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงในเดือนกันยายน 2549 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 95.6 ของการนำเข้ารวม มีดังนี้

                   (1) สินค้าเชื้อเพลิง  นำเข้ามูลค่า 2,161 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 (สัดส่วนร้อยละ 20.5 ของมูลค่านำเข้ารวม)  ป็นการนำเข้าน้ำมันดิบปริมาณ 23.73 ล้านบาร์เรล (790,855 บาร์เรลต่อวัน) มูลค่า 1,682 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.18 มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.86 (สัดส่วนร้อยละ 16.0 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                   (2)  สินค้าทุน นำเข้ามูลค่า 2,820 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ  2.9 (สัดส่วนร้อยละ 26.8 ของมูลค่านำเข้ารวม) สินค้าสำคัญ ได้แก่

                             - เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ นำเข้ามูลค่า 918 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 (สัดส่วนร้อยละ 8.7 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                             - เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ นำเข้ามูลค่า 778 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนลดลงร้อยละ 0.2 (สัดส่วนร้อยละ 7.4 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                             - เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ นำเข้ามูลค่า 634 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 (สัดส่วนร้อยละ 6.0 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                        (3)  สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป นำเข้ามูลค่า 4,350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของ

ปีก่อนพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6  (สัดส่วนร้อยละ 41.3 ของมูลค่านำเข้ารวม) สินค้าสำคัญ ได้แก่

                             - อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นำเข้ามูลค่า 910 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 (สัดส่วนร้อยละ 8.6 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                             - เคมีภัณฑ์ นำเข้ามูลค่า 749 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของ     ปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 (สัดส่วนร้อยละ 7.1 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                             - เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ นำเข้าปริมาณ 0.82  ล้านตัน เทียบกับเดือนเดียวกันของ                ปีก่อนลดลงร้อยละ 0.04  มูลค่า 611 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8  (สัดส่วนร้อยละ 5.8 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                             - ทองคำ นำเข้าปริมาณ 11.0 ตัน เทียบกับเดือนเดียวของปีก่อนปริมาณลดลงร้อยละ 12.46  มูลค่า 207 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6 (สัดส่วนร้อยละ 2.0 ของมูลค่านำเข้ารวม) 

                        (4) สินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้ามูลค่า 739 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 (สัดส่วนร้อยละ 7.0 ของมูลค่านำเข้ารวม) สินค้าสำคัญได้แก่

                             - เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน นำเข้ามูลค่า 167 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.7 (สัดส่วนร้อยละ 1.6 ของมูลค่านำเข้ารวม) 

                             - เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เช่น เครื่องใช้ในครัวและโต๊ะอาหาร กระเป๋า เป็นต้น นำเข้ามูลค่า 139 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (สัดส่วนร้อยละ 1.3 ของมูลค่านำเข้ารวม)

                             - เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์ สิ่งทออื่นๆ นำเข้ามูลค่า 37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 (สัดส่วนร้อยละ 0.4 ของมูลค่านำเข้ารวม) โดยเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 และรองเท้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 67.6

                             - นาฬิกาและส่วนประกอบ นำเข้ามูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของ           ปีก่อน ลดลงร้อยละ 13.8   (สัดส่วนร้อยละ 0.3  ของมูลค่านำเข้ารวม)

                   การนำเข้าในระยะ 9 เดือนแรกของปี 2549 (ม.ค.-ก.ย.)  มีมูลค่า 95,980 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7  โดยกลุ่มสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง (ร้อยละ 21.9) สินค้าทุน (ร้อยละ 6.4)  สินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 2.8) และ  สินค้าอุปโภคบริโภค (ร้อยละ 16.0)  ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีการนำเข้าลดลง ได้แก่ สินค้ายานพาหนะ/อุปกรณ์ขนส่ง   (ร้อยละ 5.6) และ สินค้าอาวุธยุทธปัจจัยและสินค้าอื่นๆ (ร้อยละ 1.1)

                   3.  ดุลการค้า

                        ดุลการค้าเดือนกันยายน 2549  ไทยเกินดุลการค้า 1,506.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา   ส่งผลให้ระยะ 9 เดือนแรกของปี 2549  ขาดดุลการค้าเพียง 363.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขาดดุลลดลงเกือบ 20 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขาดดุล 6,951.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

                   4.  สรุปแนวโน้มการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้า

                   แนวโน้มการส่งออก 

                              จากการหารือกับผู้ส่งออกสินค้าสำคัญล่าสุด เมื่อวันที่ 11-16 ตุลาคม 2549 ทำให้เชื่อมั่นว่า การส่งออกทั้งปี 2549  จะขยายตัวใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 17  แม้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะชะลอลง แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2549 มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวที่ดี เช่น ยุโรป จีน อินเดีย เป็นต้น  และในไตรมาสที่ 3 เป็นช่วงฤดูสั่งซื้อ และส่งมอบสินค้าในเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมาตรการเชิงรุก เพื่อขยายการส่งออกและเพิ่มการลงทุนใน

ต่างประเทศ อาทิ การผลักดัน SMEs  และกลุ่มอินเตอร์เทรดเดอร์ที่มีศักยภาพสู่ต่างประเทศ  รวมทั้งผลักดันธุรกิจบริการ เช่น สปา อาหาร การศึกษา การรักษาพยาบาล เป็นต้น 

                              สินค้าสำคัญที่คาดว่าจะสามารถส่งออกได้สูงกว่าเป้าหมาย คือ สินค้าเกษตร ที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และ ยางพารา รวมทั้ง กุ้งแช่แข็งและแปรรูป  ผลิตภัณฑ์ยาง และ ของเล่น  ส่วนสินค้าสำคัญที่คาดว่าจะสามารถส่งออกได้ตามเป้าหมายหรือใกล้เคียง ได้แก่  เครื่องอิเล็กทรอนิกส์  ยานยนต์และส่วนประกอบ  อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป  ผักและผลไม้สด แช่แข็งกระป๋องและแปรรูป  วัสดุก่อสร้าง  อัญมณีและเครื่องประดับ  เครื่องสำอาง และ

ผลิตภัณฑ์เภสัช

                        แนวโน้มการนำเข้าและดุลการค้า

                          จากการส่งออกที่ขยายตัวในอัตราสูงและดุลการค้าที่ปรับตัวดีขึ้น (ขาดดุลลดลง) อย่างต่อเนื่อง  รวมทั้ง กระทรวงพาณิชย์มีการดูแลการนำเข้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการแจ้งแผนการนำเข้าปี 2549 เป็นรายเดือนรวม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ น้ำมันดิบ เหล็ก ทองคำ คอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์   มีมาตรการติดตามการนำเข้าสินค้าตามโครงการลงทุนขนาดใหญ่  และดูแล

การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย   จะทำให้การขาดดุลการค้า ปี 2549 ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2548

           ราคาน้ำมันอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผลกระทบต่อดุลการค้า แม้ว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย (ราคาเฉลี่ย ณ ตลาด

ดูไบ โอมาน และมาเลเซีย) ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 62.921 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล    ในเดือนกันยายน 2549 เป็น 58.183 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2549  ตามภาวะอุปทานน้ำมันและสถานการณ์ทางการเมืองของโลกที่ดีขึ้น  อย่างไรก็ตาม ราคานำมันดิบของโลกยังมีความผันผวนจากกระแสการปรับลดปริมาณการผลิตของกลุ่ม 

 

โอเปค  การนำเข้าน้ำมันดิบของไทยในเดือนตุลาคม 2549 ยังคงกำหนดไว้ตามที่ผู้นำเข้าให้ความร่วมมือที่จะลดการ            นำเข้าลงร้อยละ 10 จากปี 2548 หรือนำเข้าไม่เกิน 765,000 บาร์เรล/วัน

           แนวโน้มการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ   ได้แก่ สินค้าเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์เหล็ก และทองคำในเดือนตุลาคม 2549  คาดว่า  ผู้นำเข้าจะนำเข้าต่ำกว่าแผนการนำเข้าที่แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ (แจ้งไว้ที่ 1.31 ตัน และ 13.39 ตัน ตามลำดับ)  ส่วนการนำเข้าเคมีภัณฑ์คาดว่าจะชะลอลงเนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น

           การนำเข้าสินค้าทุน เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้าคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ  คาดว่าจะมีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้นตามปริมาณการส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง  และ ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก  สำหรับการนำเข้าตามโครงการของรัฐฯ หน่วยงานต่างๆ     แจ้งแผนการนำเข้าในเดือนตุลาคม 2549 มูลค่า 354.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯและจะนำเข้าทั้งปี 2549 มูลค่า 1,820.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

14.   เรื่อง  ขออนุมัติเงินงบกลาง  รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ) 

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการตามที่ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชา        แห่งชาติเสนอขอสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2550  งบกลาง  รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น   เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ  จำนวน  200  ล้านบาท  ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ 

 

15.   เรื่อง   ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.. 2549  งบกลาง  รายการค่าใช้จ่ายเพื่อปรับกลยุทธ์และรองรับการเปลี่ยนแปลง  (27,200 ล้านบาท)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการพัฒนาระบบบริหารหนี้สาธารณะ (GFMIS-TR)  ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ  วงเงิน 15,735,000  บาท  ตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาค่าใช้จ่ายเพื่อปรับกลยุทธ์และรองรับ การเปลี่ยนแปลง (27,200 ล้านบาท)  ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ 

                        ทั้งนี้   คณะกรรมการพิจารณาค่าใช้จ่ายเพื่อปรับกลยุทธ์และรองรับการเปลี่ยนแปลง (27,200 ล้านบาท)  ได้พิจารณากลั่นกรองแผนงาน/โครงการของหน่วยงานที่เสนอขอรับการสนับสนุนงบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อปรับ              กลยุทธ์และรองรับการเปลี่ยนแปลง  (27,200 ล้านบาท)   เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2549   โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า  ตามสถานการณ์ในปัจจุบันควรจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณที่เป็นโครงการที่มีลำดับความสำคัญจำเป็นเร่งด่วน  จำนวน 1 โครงการ วงเงิน  15,735,000 บาท   คือ โครงการพัฒนาระบบบริหารหนี้สาธารณะ (GFMIS-TR)  ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ  กระทรวงการคลัง  เพื่อสนับสนุนงบประมาณการดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2549    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์  (GFMIS)  โดยให้หน่วยงานดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ  ประจำปีงบประมาณ พ.. 2549  หากไม่เพียงพอให้ขอรับการสนับสนุนจากงบกลาง  ซึ่งหน่วยงานได้ดำเนินการปรับแผนดังกล่าวแล้ว  จำนวน 34,265,000 บาท  จากวงเงินของโครงการทั้งสิ้น  50,000,000 บาท  ดังนั้น 

จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่ยังขาด จำนวน 15,735,000 บาท 

           

16.  เรื่อง  โครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

                   คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแนวทางการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล   ตามลำดับความสำคัญจำเป็นเร่งด่วน  รวม 4 โครงการ   ได้แก่  1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ)  2) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ)  3) โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต  ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และช่วงบางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมาก)   4) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน              (อ่อนนุช-สมุทรปราการ)   และสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต – สะพานใหม่)  ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ  และให้กระทรวงคมนาคมรับไปศึกษารายละเอียด  ปรับปรุง  และออกแบบแต่ละโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  โดยให้ใช้วิธีออกแบบ                รายละเอียด (Detailed Design)  ส่วนวิธีออกแบบควบคู่กับการก่อสร้าง (Design&Build)  ให้ใช้ให้น้อยที่สุดเฉพาะในส่วนที่จำเป็น   เพื่อให้พร้อมสำหรับการดำเนินโครงการตามขั้นตอนในระยะต่อไป   และให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการข้างต้นต่อไปตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้านการเงินการคลัง  การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ และการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็น  ข้อเสนอแนะ  และความต้องการของประชาชนต่อการดำเนินโครงการ  และสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ  ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี  2549   แล้วให้กระทรวงคมนาคมนำสรุปผลความคิดเห็นดังกล่าว  พร้อมรายละเอียดของแต่ละโครงการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง   

                        ทั้งนี้  ให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงบประมาณ  และข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาประกอบการดำเนินการด้วย

 

17.   เรื่อง   การแก้ไขปัญหาการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                   คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางและการแก้ไขปัญหาการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ …) .. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อน  เพื่อนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป 

                        แนวทางและการแก้ไขปัญหาการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามความเห็นของกระทรวงการคลังมีดังนี้

                              1. ยังคงหลักการให้รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่อรายได้รัฐบาลไม่น้อยกว่า          ร้อยละ 35 ตามหลักการเดิมแต่ให้ยกเลิกการกำหนดระยะเวลาปี พ.. 2549

                              2. ให้กำหนดสัดส่วนรายได้ที่ อปท. จะต้องได้รับในแต่ละปีไว้ในกฎหมายไม่ต่ำกว่าระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 เป็นต้น

                              3. เงินอุดหนุนที่จัดสรรให้ในแต่ละปีให้คงไว้ไม่ต่ำกว่าระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  โดยให้สัดส่วน            รายได้ อปท. โดยรวมเพิ่มขึ้นเองตามขนาดของรายได้ที่ อปท. จัดเก็บเอง  และภาษีอากรและรายได้อื่นที่รัฐบาลเก็บให้และแบ่งให้ 

                              4.  เมื่อมีการถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. เพิ่มเติม  ก็ให้พิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนให้ อปท. ตาม            ภารกิจที่เพิ่มขึ้น 

 

 



สังคม

 

18.   เรื่อง  ข้อเสนอแนะที่สำคัญต่อรัฐบาล

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติข้อเสนอแนะ (ระยะแรก)  เกี่ยวกับนโยบายด้านจริยธรรม  ธรรมาภิบาล  และการป้องกันการทุจริตและการประพฤติมิชอบคณะที่ปรึกษาด้านการเสริมสร้างจริยธรรม ธรรมาภิบาล  และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ  คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเสนอ  และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไป               ดำเนินการในแต่ละหัวข้อ   ดังนี้   ด้านกฎหมาย  มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ   ภาคการเมือง  มอบหมายให้        สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี   ภาคสังคม  มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ  ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม  ภาคธุรกิจ           มอบหมายให้กระทรวงการคลัง  ร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ภาคราชการ  มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม  ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร.   ทั้งนี้ใน        ส่วนของคุณธรรม  จริยธรรม  ในแวดวงราชการ  มอบหมายให้คุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์   รัฐมนตรีประจำสำนัก       นายกรัฐมนตรี ดูแลในภาพรวม 

 

 

 

 

                              ข้อเสนอแนะ (ระยะแรก)  มีรายละเอียดดังนี้

                        ด้านกฎหมาย

                                      - ให้มีการลงสัตยาบันตามอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชั่น  (The United Nations Convention Against Corruption)  

                                      - ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย  และอนุวัติตามอนุสัญญา

                        ภาคการเมือง

                                      - ให้มีการจัดทำประมวลจริยธรรมหรือจรรยาบรรณ  (Code of  Ethics/Conduct) ในการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นตัวอย่าง

                              ภาคสังคม

                                      - ให้มี/พัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับการเสริมสร้างคุณธรรม  จริยธรรม  และศีลธรรมในทุกระดับการศึกษา  ตลอดจนปรับเนื้อหาการเรียนการสอนให้ทันสมัย

                                      - ปรับเปลี่ยนเจตคติและค่านิยมของคนในสังคมเกี่ยวกับคุณธรรม  จริยธรรม ธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริตและการประพฤติมิชอบด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ และผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ  เพื่อให้สื่อสารและ

เข้าถึงประชาชนทุกระดับ

                                      - ส่งเสริมให้สื่อและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและการประพฤติมิชอบ รวมทั้งเผยแพร่และการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม  และธรรมาภิบาล 

                        ภาคธุรกิจ

                                      - สนับสนุนให้ภาคธุรกิจตระหนักและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมคุณธรรม  จริยธรรม 

ธรรมาภิบาล  และการป้องกันการทุจริตและการประพฤติมิชอบ

                                      - กำหนดมาตรการป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่สุจริต   และกำกับติดตามการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

                              ภาคราชการ

                                      - ให้ภาคราชการนำระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลมาปฏิบัติอย่างจริงจังและ

ต่อเนื่อง  รวมทั้งให้มีกลไกต่าง ๆ  ที่สนับสนุนการดำเนินงาน 

                              - เสริมสร้างคุณธรรม  จริยธรรม ความโปร่งใส  และความซื่อสัตย์สุจริต  ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ  ด้วยการใช้กลไกของรัฐที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ 

                                      - ส่งเสริมให้ภาคราชการนำผลการศึกษาวิจัยด้านการส่งเสริมคุณธรรม  จริยธรรม  และการป้องกันการทุจริตที่ดำเนินการโดยสำนักงาน ก..  และส่วนราชการต่าง ๆ มาใช้หรือประยุกต์ใช้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

                                    - เร่งรัดการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาระบบคุณธรรม จริยธรรม และป้องกันการทุจริตและประพฤติ           มิชอบในฝ่ายบริหาร  (รับผิดชอบกรณีกระทำความผิดประพฤติมิชอบของข้าราชการตั้งแต่ระดับ  8 ลงมา)

 

19.  เรื่อง  การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและแนวทางการจัดทำแผนการบรรเทาอุทกภัยระยะกลางและระยะยาว

                    คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและแนวทางการจัดทำแผนการบรรเทาอุทกภัยระยะกลางและระยะยาว  ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ    แล้วมีมติดังนี้

1.      รับทราบสรุปสถานการณ์อุทกภัย

2.      เห็นชอบกรอบแนวทางการจัดทำแผนแม่บทการบรรเทาอุทกภัยระยะกลางและระยะยาว  โดย

มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป  ทั้งนี้  ให้ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติโดยเพิ่มเติมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าไปด้วย 

                        กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า รองนายกรัฐมนตรี  (นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์)  ได้เห็นชอบให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติจัดประชุมระดมความคิดเห็น เพื่อหารือสรุปสถานการณ์และแก้ไขปัญหาเร่งด่วน   รวมทั้งจัดทำแนวทางและกรอบแผนการบรรเทาอุทกภัยระยะกลางและระยะยาว โดยให้พิจารณาการจัดองค์กรหลักในการบูรณาการแผนการดำเนินงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนการดำเนินงานและงบประมาณ  เมื่อวันที่ 19-20 ตุลาคม 2549 ดังนี้

1.      สรุปสถานการณ์อุทกภัย

1.1  จากการคาดการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นใน 2

ช่วงเนื่องจากมีระดับน้ำทะเลหนุน คือ ในช่วงแรกระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม 2549 และช่วงหลังระหว่างวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2549 คาดว่าจะมีระดับน้ำที่สะพานพุทธฯ ประมาณ + 2.20 ม.ร.ทก. จากสถานการณ์จริงที่เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2549 ระดับน้ำที่สะพานพุทธฯ สูงสุด + 2.17 ม.รทก. ซึ่งใกล้เคียงกับที่ได้คาดการณ์ไว้

                                    1.2 การบริหารจัดการน้ำในช่วงที่คาดว่าจะมีระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างสูง ได้แก่

                                                (1) ลดปริมาณน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาโดยการผันน้ำออกทางทุ่งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา  และควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาน้อยลง

                                                (2) ลดปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา  โดยผันน้ำเข้าระบบส่งน้ำของโครงการชลประทานต่าง ๆ ในพื้นที่ควบคุมทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา  โดยให้มีผลกระทบกับพื้นที่นาน้อยที่สุด

                                                (3) สูบน้ำและระบายน้ำในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างลงแม่น้ำนครนายก  (2.13 ล้าน ลบ.ม./วัน)  ลงแม่น้ำบางปะกง (7.84 ล้าน ลบ.ม./วัน)  ลงทะเล  (21.45  ล้าน ลบ.ม./วัน)

                                                (4) สูบน้ำและระบายน้ำจากพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกตอนล่างลงแม่น้ำท่าจีน (8.01 ล้าน ลบ.ม./วัน)  และคลองมหาชัย (0.29 ล้าน ลบ.ม./วัน)

                                                (5) ดำเนินการเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านทางประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ลงแม่น้ำเจ้าพระยา  ลงได้ประมาณ 40.17 ล้าน ลบ.ม./วัน

                                                                (6) ในช่วงระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม  2549  ซึ่งระดับน้ำทะเลจะหนุนสูงจะลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลงแม่น้ำป่าสักผ่านเขื่อนพระรามหกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านน้อยที่สุด

                                                (7) กรุงเทพมหานครจะลดการสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำทะเลหนุน

ของแต่ละวัน

                        2. การแก้ไขปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน

2.1  ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์รวมทั้งการบริหารจัดการผันน้ำ  และเร่งการระบายน้ำ

2.2  การประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจแก่ประชาชน  การประกาศแจ้งเตือน  รวมทั้งการช่วย

เหลือและชดเชยค่าเสียหาย

2.3  การบรรเทาปัญหาเนื่องจากน้ำเสีย

2.4  การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่อที่เกิดจากน้ำ

2.5  การซ่อมแซมและการฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างและสาธารณประโยชน์ภายหลังอุทกภัย

                        3. กรอบแนวทางการบรรเทาอุทกภัยระยะกลางและระยะยาว

                                    3.1 ป้องกันและฟื้นฟูสภาพป่ารวมทั้งแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่า

                                    3.2 อนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่า/แหล่งน้ำ/ทางน้ำ/พื้นที่ชุ่มน้ำ

                                    3.3 การชะลอน้ำ/แก้มลิง/เขื่อน

                                    3.4 การใช้ประโยชน์ที่ดิน

                                    3.5 การพยากรณ์เตือนภัย  / ประกันความเสี่ยง

                                    3.6 การป้องกันชุมชนเมือง

                                    3.7 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศและ 25 ลุ่มน้ำหลัก

 

20.  เรื่อง  โครงการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากอุทกภัย

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากอุทกภัย  ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ  แล้วมีมติดังนี้

 

1.      อนุมัติในหลักการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินการปรับปรุงระบบ

น้ำประปา  บ่อน้ำตื้น  บ่อน้ำบาดาล  แหล่งน้ำธรรมชาติ  รวมทั้งการเจาะน้ำบาดาลหรือจัดหาน้ำสะอาดเพิ่มเติมได้ในภาวะฉุกเฉินกรณีเกิดภัยพิบัติอันเนื่องจากน้ำท่วม  น้ำแล้ง  และภัยพิบัติอื่น ๆ ในทุกพื้นที่ 

            2.  อนุมัติเงินจากงบกลาง  ปี  2550  รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้กระทรวง

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ในวงเงิน  777,509,900  บาท  โดยแยกเป็น 2  รายการ ดังนี้

                                    2.1 งบจำนวน  486,541,000  บาท  เพื่อให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการโครงการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากอุทกภัยในพื้นที่ 36 จังหวัด  ในส่วนของระบบน้ำสะอาดจากน้ำบาดาล

                                    2.2 งบจำนวน  290,968,900  บาท  เพื่อให้กรมทรัพยากรน้ำดำเนินการโครงการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากอุทกภัยในพื้นที่  36 จังหวัด  ในส่วนของระบบประปาผิวดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ  

 

21.   เรื่อง  คณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทย

                        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยนโยบายการฟื้นฟูทะเลไทย พ.ศ. 2539   และคณะกรรมการนโยบายและการฟื้นฟูทะเลไทย   ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ    และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับภารกิจไปดำเนินการ   โดยให้ถ่ายโอนภารกิจและบุคลากรของคณะกรรมการฯ  ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ   เช่น  กรมประมง  กรมทรัพยากรธรณี  กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง   กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  กรมควบคุมมลพิษ  กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี  สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว  และสภาความมั่นคงแห่งชาติ  โดยมีการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของหน่วยงานดังกล่าว  เพื่อให้สามารถบริหารจัดการ ฟื้นฟู  และใช้ประโยชน์ทะเลไทยอย่างมีประสิทธิภาพ          ในระยะต่อไป  

                        ทั้งนี้  รองนายกรัฐมนตรี  (นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์)  ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  พิจารณาทบทวนแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทย  เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป    ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พิจารณาแล้วมีความเห็นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทย  ดังนี้

                        1. ข้อเท็จจริง 

                                    1.1 วัตถุประสงค์   คณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทยจัดตั้งโดยระเบียบสำนักนายก        รัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายและการฟื้นฟูทะเลไทย พ.ศ. 2539   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการเร่งรัดดำเนินการฟื้นฟูทะเลไทยที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมให้คืนสภาพอุดมสมบูรณ์ดังเช่นในอดีต  ตลอดจนกำหนดกรอบนโยบายการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์ทะเลของประเทศ  เพื่อให้ทะเลเป็นฐานการผลิตที่เกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

                                    1.2 องค์ประกอบคณะกรรมการฯ  ประกอบด้วย  นายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ  รองนายก          รัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายหนึ่งคนหรือหลายคนเป็นรองประธาน  คณะกรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรี 

ปลัดกระทรวง  และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ 23  คน  ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา 2 คน  โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทยเป็นกรรมการและเลขานุการ  รวมกรรมการทั้งสิ้น 26 คน

                             1.3. ประเด็นปัญหาในการดำเนินงาน   การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทยที่ผ่านมา  ส่วนใหญ่เป็นการตามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางทะเลที่เป็นเรื่องเร่งด่วน  ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้   เนื่องจากมีการประชุมน้อยครั้ง  โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545  ไม่มีการประชุมคณะกรรมการฯ  และ

ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการกำหนดและผลักดันนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ  ฟื้นฟู  และใช้ประโยชน์ทะเลไทย  นอกจากนี้  การดำเนินงานของคณะกรรมการประสบปัญหาด้านการจัดโครงสร้างองค์กรรองรับ  คือ 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทย   ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการขาดบุคลากรรับผิดชอบโดยตรง  และมีข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรของสำนักงาน

                        2. ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการคณะกรรมการฯ   เห็นควรยกเลิกคณะกรรมการนโยบายและฟื้นฟูทะเลไทย  เนื่องจากการดำเนินงานที่ผ่านมาขาดความต่อเนื่อง  ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้บรรลุ                 เป้าหมายในการคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลไทย  และมีการบริหารจัดการที่นำไปสู่ความสมดุลระหว่าง                  การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้าง            ความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรในการมีส่วนร่วมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

 

22.  เรื่อง    สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 20)    

  คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย  โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย   ได้สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย                 (วันที่ 27 สิงหาคม – 6 พฤศจิกายน 2549)   ดังนี้   

                   1.สรุปสถานการณ์อุทกภัย (ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม – 6 พฤศจิกายน  2549)

                          1.1) พื้นที่ประสบอุทกภัย  รวม 47 จังหวัด 372 อำเภอ 32 กิ่งฯ 16 เขต  2,578 ตำบล 15,459 หมู่บ้าน  ราษฎรเดือดร้อน 4,220,329 คน 1,191,934 ครัวเรือน

                        1.2) ผู้เสียชีวิต 211 คน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 38 คน พิจิตร 23 คน สิงห์บุรี 18 คน อ่างทอง 15 คน  สุโขทัย 14 คน  พิษณุโลก 12 คน  นครสวรรค์ 12 คน  ปราจีนบุรี 11 คน  ชัยภูมิ 10 คน  ยโสธร 9 คน  ชัยนาท 8 คน เชียงใหม่ 7 คน อุทัยธานี 7 คน ปทุมธานี 6 คน  สุพรรณบุรี 4 คน  แม่ฮ่องสอน 3 คน  ลำปาง 3 คน  จันทบุรี 3 คน  ลพบุรี 2 คน  ร้อยเอ็ด 2 คน  กรุงเทพมหานคร 2 คน  เพชรบูรณ์ 1 คน และพังงา 1 คน

                             1.3) ด้านทรัพย์สิน  บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 54 หลัง เสียหายบางส่วน 10,336 หลัง      ถนน 6,978 สาย สะพาน 479 แห่ง ท่อระบายน้ำ 396 แห่ง ทำนบ/ฝาย/เหมือง 547 แห่ง พื้นที่ทางการเกษตร 3,388,995 ไร่  บ่อปลา/กุ้ง 40,249 บ่อ วัด/โรงเรียน 1,336 แห่ง ความเสียหายอื่น ๆ อยู่ระหว่างการสำรวจ

                       1.4) มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเท่าที่สำรวจได้ประมาณ  6,270,626,360   บาท

 (ไม่รวมทรัพย์สินและบ้านเรือนของประชาชน) 

                      2.สถานการณ์ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่  6  พฤศจิกายน  2549)

                        2.1)  พื้นที่สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 32 จังหวัด

                                   2.2)  ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร ใน 70 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ 15 เขต (คิดเป็นร้อยละ 48.04 ของอำเภอ/กิ่งอำเภอและเขตทั้งหมดใน 15 จังหวัดที่ยังประสบอุทกภัย) 612 ตำบล 4,205 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 1,180,926 คน 378,419 ครัวเรือน แยกเป็น 

ที่

จังหวัด  

จำนวนอำเภอ/กิ่งฯทั้งหมด

จำนวนอำเภอ/กิ่งฯที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย

จำนวนราษฎรที่ยังเดือดร้อน

หมายเหตุ  

ครัวเรือน

คน

1

พิษณุโลก

9

2

5,389

12,500

ระดับน้ำสูง 0.20-0.30 เมตร

2

พิจิตร

11/2

6/1

36,489

132,694

ระดับน้ำสูง 0.30-0.45 เมตร

3

นครสวรรค์

10/2

6

35,755

90,328

ระดับน้ำสูง 0.30-0.50 เมตร

4

อุทัยธานี

8

1

4,967

21,200

ระดับน้ำสูง 0.10-0.25 เมตร

5

ชัยนาท

6/2

4

12,064

38,409

ระดับน้ำสูง0.30-0.70 เมตร

 

6

สิงห์บุรี

6

6

28,685

98,903

ระดับน้ำสูง 0.40-1.50 เมตร

7

อ่างทอง

7

7

27,290

94,492

ระดับน้ำสูง 0.40-1.00 เมตร

8

พระนครศรีอยุธยา

16

16

32,560

120,654

ระดับน้ำสูง 0.20-1.40 เมตร

9

ลพบุรี

8

2

14,153

49,341

ระดับน้ำสูง 0.20-0.40 เมตร

10

สระบุรี

12

2

3,684

11,846

ระดับน้ำสูง 0.50-1.00 เมตร

11

สุพรรณบุรี

10

3

39,661

141,195

ระดับน้ำสูง 1.00-1.55 เมตร

12

ปทุมธานี

7

6

46,420

120,682

ระดับน้ำสูง 0.30-1.00 เมตร

13

นนทบุรี

6

6

67,832

194,442

ระดับน้ำสูง 0.40-1.70 เมตร

14

นครปฐม

7

3

15,500

26,500

ระดับน้ำสูง 0.50-1.60 เมตร

15

กรุงเทพมหานคร

50 เขต

15 เขต

7,970

27,740

ระดับน้ำสูง 0.05-1.50 เมตร

 

รวม 15 จังหวัด

123 อำเภอ 6 กิ่งฯ 50 เขต

70 อำเภอ 1 กิ่ง 15 เขต

378,419

1,180,926

 

                  

                   3.สถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบันใน 15 จังหวัด

                              3.1 จังหวัดพิษณุโลก  ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางระกำ (7 ตำบล) และอำเภอพรหมพิราม (2 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.20-0.30 ม.

                             3.2 จังหวัดพิจิตร  ในพื้นที่ 6 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ (5 ตำบล) อำเภอวชิรบารมี                (3 ตำบล) อำเภอสามง่าม (3 ตำบล) อำเภอโพธิ์ประทับช้าง (4 ตำบล) อำเภอโพทะเล (8 ตำบล) อำเภอบางมูลนาก                        (3 ตำบล) และ กิ่งอำเภอบึงนาราง (2 ตำบล) มีระดับลดลงอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำสูงประมาณ 0.30-0.45 ม. และ          น้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ดังกล่าวเน่าเสีย และส่งกลิ่นเหม็น

                        3.3 จังหวัดนครสวรรค์  ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชุมแสง              (9 ตำบล) และอำเภอเก้าเลี้ยว (1 ตำบล) และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ (5 ตำบล) อำเภอโกรกพระ (7 ตำบล) อำเภอพยุหะคีรี (5 ตำบล) และอำเภอท่าตะโก (3 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.30-0.50 ม.

                                   3.4 จังหวัดอุทัยธานี ในพื้นที่ริมแม่น้ำสะแกกรังของอำเภอเมืองฯ (5 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.10-0.25 ม.

                        3.5 จังหวัดชัยนาท มีน้ำท่วมใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ (5 ตำบล) อำเภอมโนรมย์   (4 ตำบล) อำเภอวัดสิงห์ (7 ตำบล) และอำเภอสรรพยา (7 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.30-0.70 ม.

                             3.6 จังหวัดลพบุรี ยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตร 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ (8 ตำบล) 

และอำเภอท่าวุ้ง (6 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.20-0.40 ม.

                             3.7 จังหวัดสระบุรี  ยังคงมีน้ำท่วมขังบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร 2 อำเภอ ได้แก่       อำเภอดอนพุด (4 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.60-1.00 ม. และอำเภอหนองแซง (1 ตำบล) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.50 ม.

                        3.8 จังหวัดสิงห์บุรี  มีน้ำท่วมขังบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตรใน 6 อำเภอ ได้แก่  อำเภอเมืองฯ  อำเภออินทร์บุรี อำเภอพรหมบุรี อำเภอท่าช้าง อำเภอบางระจัน และอำเภอค่ายบางระจัน ระดับน้ำสูง 0.40-1.50 ม.   

                           3.9 จังหวัดอ่างทอง  พื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำและพื้นที่การเกษตรใน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ  อำเภอป่าโมก  อำเภอไชโย  ระดับน้ำสูง 0.40-1.30 ม. ส่วนที่อำเภอแสวงหา  อำเภอวิเศษชัยชาญ  อำเภอโพธิ์ทอง และอำเภอ สามโก้ (4 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.40-1.00 ม.

                              3.10 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ 16 อำเภอ 3 เทศบาล ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา  อำเภอบางบาล อำเภอบางไทร อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา อำเภอมหาราช  อำเภอท่าเรือ  อำเภอนครหลวง  อำเภอบางปะหัน อำเภอบางปะอิน  อำเภอบ้านแพรก  อำเภอภาชี  อำเภอลาดบัวหลวง  อำเภอวังน้อย  อำเภออุทัย  อำเภอบางซ้าย เทศบาลเมืองเสนา  เทศบาลเมืองอโยธยา และเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำสูง 0.20-1.40 ม.

                             3.11 จังหวัดสุพรรณบุรี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจังหวัด เนื่องจากน้ำที่ท่วมจังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง ไหลหลากเข้าทุ่งทำให้ท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร 3 อำเภอ ได้แก่

 อำเภอเมืองฯ (7 ตำบล) ระดับน้ำสูง 0.45-0.65 ม. อำเภอบางปลาม้า (7 ตำบล) ระดับน้ำสูง 1.00-1.55 ม. และอำเภอ สองพี่น้อง ระดับน้ำสูง 1.00-2.00 ม. สำหรับในเขตเทศบาลเมืองได้สูบน้ำออกเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

                        3.12 จังหวัดนครปฐม น้ำที่ระบายจากคลองพระยาบรรลือ คลองพระพิมล คลองบางเลน  ไหลเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตรของ อำเภอบางเลน (15 ตำบล) เทศบาลตำบลบางหลวง เทศบาลตำบล           ลำพญา เทศบาลตำบลบางภาษี และเทศบาลตำบลบางเลน ระดับน้ำสูง 1.00-1.60 ม. แนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   อำเภอนครชัยศรี มีน้ำท่วมชุมชนตำบลห้วยพลู ตำบลลานตากฟ้า ตำบลบางแก้วฟ้า และตำบลไทยาวาส ระดับน้ำสูงประมาณ 0.30-0.50 ม. อำเภอพุทธมณฑล น้ำท่วมชุมชนริมคลองมหาสวัสดิ์  ริมคลองโยง และริมคลองทวีวัฒนา ระดับน้ำสูง 0.50-0.70 ม.

                             3.13 จังหวัดปทุมธานี   น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ 6 อำเภอ  ได้แก่ อำเภอเมืองฯ  ระดับน้ำสูง 0.40-0.50 ม. อำเภอสามโคก สำหรับอำเภอลาดหลุมแก้ว ระดับน้ำสูง 0.50-1.00 ม.              เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนอำเภอคลองหลวง อำเภอธัญบุรี และอำเภอลำลูกกาน้ำท่วมขัง ระดับน้ำสูง 0.20-0.50 ม.

                            3.14 จังหวัดนนทบุรี  น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงประกอบกับมีน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้มีน้ำ           เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำของอำเภอปากเกร็ด และอำเภอเมืองฯ  ระดับน้ำสูง 0.40-0.60 ม. ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของกรมชลประทานจากทุ่งเจ้าเจ็ดผ่านคลองพระยาบรรลือ และคลองพระพิมลทำให้มีพื้นที่น้ำท่วม    4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางกรวย อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ และอำเภอไทรน้อย ระดับน้ำสูง 0.50-1.80 ม.                                                           

                        3.15 กรุงเทพมหานคร  ปริมาณน้ำในเขตทุ่งฝั่งตะวันออกมีมาก ทำให้มีน้ำท่วมขัง 4 เขต  ได้แก่ เขตลาดกระบัง (16 ชุมชน) เขตมีนบุรี บริเวณคลองพังพวย หมู่ที่ 18 แขวงแสนแสบ เขตหนองจอก  (10 ชุมชน) และ         เขตสายไหม บริเวณชุมชนพรพระร่วง และซอยสายไหม 31-35  ระดับน้ำเฉลี่ยสูงประมาณ 0.05-1.50 ม. และพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์  นอกแนวคันกั้นน้ำมีราษฎรเดือดร้อนใน 11 เขต  33 ชุมชน 2,111 ครัวเรือน

                 4. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ   (ข้อมูลวันที่ 6 พ.ย.49)  โดยกรมชลประทาน 

                       - เขื่อนภูมิพล ปริมาตรน้ำในอ่างฯ 13,272 ล้าน ลบ.ม.(รับได้อีก 190 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 99 ของความจุอ่าง ฯ ทั้งหมด  มีการระบาย 17.80 ล้าน ลบ.ม.

                                - เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาตรน้ำในอ่างฯ 9,440 ล้าน ลบ.ม. (รับได้อีก 70 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 99 ของความจุอ่าง ฯ ทั้งหมด  มีการระบาย 15.00 ล้าน ลบ.ม.

                        - เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ปริมาตรน้ำในอ่างฯ  916 ล้าน ลบ.ม. (รับได้อีก 44 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 95 ของความจุอ่าง ฯ ทั้งหมด  มีการระบาย 0.87 ล้าน ลบ.ม.

 

 

 

 

 

 

                        5. ปริมาณน้ำเจ้าพระยาที่ทำให้เกิดอุทกภัยเปรียบเทียบปี 2538, 2545 และ 2549

ที่

ปริมาณน้ำไหลผ่าน

ปี 2538                   ลบ.ม./วาที

ปี 2545                 ลบ.ม./วินาที

ปี 2549              ลบ.ม./วินาที

(6 พ.ย. 49)

 

หมายเหตุ

1

นครสวรรค์

4,820

3,886

2,744

จังหวัดนครสวรรค์สูงสุดเมื่อวันที่  18  ตุลาคม 2549  5,960 ลบ.ม./วินาที และ        ลดลงอย่างต่อเนื่อง

2

เขื่อนเจ้าพระยา

4,557

(5 ต.ค. 2538)

3,930                      (10 ต.ค. 2545)

2,800                     (6 พ.ย. 2549)

3

เขื่อนพระรามหก

1,473

1,216

หยุดการระบาย

4

อำเภอบางไทร

5,451

4,288

2,933

 

หมายเหตุ  ปริมาณน้ำที่ผ่านอำเภอบางไทร เมื่อ 30 ต.ค.49  จำนวน 3,115 ลบ.ม./วินาที  เป็นตัวเลขการตรวจวัดจริง 

 

                  6. สภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแนวโน้มสถานการณ์น้ำ (ข้อมูลวันที่ 6 พ.ย.49            โดยกรมชลประทาน)

            6.1)ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์  มีปริมาณน้ำสูงสุด 5,960 ลบ.ม./วินาที  เมื่อวันที่            18 ตุลาคม 2549 เวลา 06.00 น. ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราลดลงแต่ละวันมากขึ้นตามลำดับ จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 มีปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 2,744 ลบ.ม./วินาที เมื่อเวลา 06.00 น. โดยมีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ  0.53 ม. 

             6.2) ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา  จังหวัดชัยนาท  มีปริมาณน้ำสูงสุด 4,188 ลบ.ม./วินาที เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2549 เวลา 06.00 น. เริ่มลดลงเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2549 อย่างต่อเนื่อง  โดยจนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 มีปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 2,800 ลบ.ม./วินาที เมื่อเวลา 06.00 น. โดยที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง ประมาณ 0.20 ม. 

            6.3) ปริมาณน้ำไหลผ่านอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำสูงสุด 3,719 ลบ.ม./วินาที เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง   ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ปริมาณน้ำไหลผ่านอำเภอบางไทร 2,993 ลบ.ม./วินาที

                           จากสถานการณ์น้ำดังกล่าว คาดการณ์ว่าที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักต่างๆจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่าตลิ่งประมาณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 ส่วนระดับน้ำที่สะพานพุทธฯในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2549 คาดว่าจะมีระดับน้ำสูงสุด ประมาณ 2.10-2.20 ม. (รทก.)

                  อนึ่ง กรมชลประทาน ( ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 )ปัจจุบันได้ส่งเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยในฤดูฝน 2549  ทั่วประเทศแล้ว จำนวน 519 เครื่อง  ขณะนี้ได้ส่งเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยที่จังหวัดพิจิตร 22 เครื่อง  จังหวัดพิษณุโลก 26 เครื่อง จังหวัดนครสวรรค์ 11 เครื่อง  จังหวัดชัยนาท 2 เครื่อง    โดยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไปแล้ว 271 เครื่อง แยกเป็นฝั่งตะวันตก 158 เครื่อง  ฝั่งตะวันออก 113 เครื่อง  (นนทบุรี  94 เครื่อง  ปทุมธานี 77 เครื่อง สมุทรปราการ 11 เครื่อง  สมุทรสาคร 13 เครื่อง กทม. 33 เครื่อง  นครปฐม 33 เครื่อง  พระนครศรีอยุธยา 10 เครื่อง ) นอกจากนี้ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลืออุทกภัยในภาคใต้ จำนวน 87 เครื่อง

                        7. การให้ความช่วยเหลือแก่จังหวัดที่ประสบอุทกภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย             ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังนี้

                           7.1) เครื่องจักรกล 155 คัน/เครื่อง เรือท้องแบน 182 ลำ รถผลิตน้ำดื่ม 2 คัน เต็นท์ยกพื้นพักอาศัยชั่วคราว 555 หลัง (อ่างทอง 177 หลัง พระนครศรีอยุธยา 88 หลัง สุโขทัย 20 หลัง นครสวรรค์ 50 หลัง อุตรดิตถ์ 124 หลัง น่าน 39 หลัง ชัยนาท 35 หลัง และ สิงห์บุรี 22 หลัง) พร้อมเจ้าหน้าที่ 642 คน และสนับสนุนถุงยังชีพ  79,698  ชุด ไปปฏิบัติการ       ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

                           7.2) จ่ายเงินค่าจัดการศพ 127 ราย รายละ 15,000 บาท กรณีเป็นหัวหน้าครอบครัว รายละ 40,000 บาท เป็นเงิน 3,575,000 บาท (คงเหลือ 84 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการ) ทั้งนี้จังหวัดที่ประสบภัยได้ใช้จ่ายเงินช่วยเหลือ ในด้านต่าง ๆ ไปแล้ว 331.93 ล้านบาท

                           7.3) จัดส่งถุงยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง ผ้าขาวม้า ผ้าถุง รองเท้ายาง ไปสนับสนุนจังหวัดที่ประสบภัย คิดเป็นมูลค่า 41,649,800 บาท

                           7.4) จังหวัดที่ประสบภัย ได้จ่ายเงินช่วยเหลือในด้านต่างๆไปแล้ว  เป็นเงิน 314,762,324 บาท

                  8. สิ่งของพระราชทาน  (ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน 2549)

                           8.1) มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  นำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้แก่                ผู้ประสบภัย ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2549 ดังนี้  

                              - เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหลวง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 650 ชุด ที่ว่าการอำเภอบางซ้าย จำนวน 1,100 ชุด และที่ว่าการอำเภอลาดบัวหลวง จำนวน 1,250 ชุด) รวมทั้งหมด 3,000 ชุด

                                 - เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ที่บริเวณเชิงเลน ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด 500 ชุด  ที่เทศบาลบางม่วง ตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 500 ชุด ที่บริเวณวัดหลังบาง ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่  500 ชุด  ที่ อบต.ศาลากลาง อำเภอบางกรวย 400 ชุด ที่บริเวณวัดศรีประวัติ ตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย  600 ชุด)             รวมทั้งหมด 2,500 ชุด

                          ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.49 เป็นต้นมามูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ช่วยเหลือ          ผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 59,400 ครอบครัว คิดเป็นมูลค่าสิ่งของพระราชทาน จำนวน 40,392,000 บาท

                           8.2) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัย และมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ผู้แทนตำบลบางพลี และตำบลบ้านเกาะ

อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 841 ชุด  

                           8.3) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย            ร่วมกับ เหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี นำชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1,000 ชุด และเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา            นำอาหารปรุงสำเร็จไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยที่ อำเภอบางซ้าย 1,300 ชุด และที่โรงพยาบาลเสนา  อำเภอเสนา 200 ชุด

                           8.4) มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก  ได้จัดตั้งคลังอาหารและน้ำดื่ม หน่วยแพทย์ตรวจรักษาโรคเบื้องต้น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็วป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากอุทกภัย และมอบอาหารเสริมพระราชทานในพื้นที่ 4 จังหวัด  คือ จังหวัดชัยนาท (อำเภอสรรพยา) จังหวัดสิงห์บุรี (อำเภออินทร์บุรี) จังหวัดอ่างทอง (อำเภอป่าโมก) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อำเภอบางไทร) อำเภอละ 10 จุด  แต่ละจุดประกอบด้วย  ข้าว 11,000 กิโลกรัม อาหารกระป๋อง 2,200 กระป๋อง น้ำดื่ม 11,000 ขวด/จุด โดยทำการสำรวจความขาดแคลนในวันจันทร์และส่งมอบสิ่งของในวันพุธของสัปดาห์ ซึ่งการมอบสิ่งของ ฯ จะกำหนดให้มีคณะกรรมการชุมชน ฯ เป็นผู้ดำเนินการมอบให้แก่ผู้ประสบภัย  จนกว่าสถานการณ์อุทกภัยจะสิ้นสุด  

                   9. การตรวจเยี่ยมราษฎรผู้ประสบภัย

                            9.1) เมื่อวันที่  1 พฤศจิกายน  2549 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายบัญญัติ  จันทน์เสนะ) เป็นประธานในพิธีรับมอบบ้านพักชั่วคราว (เต็นท์ยกพื้น) จำนวน 50 หลัง จากนายวิสิฐ  ตันติสุนทร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และเครื่องไซเรนเตือนภัยแบบมือหมุน จำนวน 20 เครื่อง  จากบริษัท แอล เจ บรูน่า (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ ลานเอนกประสงค์กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานงานในการบริจาคดังกล่าว

                           9.2) สมาคมแม่บ้านมหาดไทย  โดยการนำของนางวรรณา   จันทน์เสนะ  ภริยาของรัฐมนตรีช่วย               ว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้เดินทางไปมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ 

                                  - เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม  2549  ที่อำเภอเสนา  และอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 2,160 ชุด   

                         - เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ที่อำเภอเมือง อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี และอำเภอไชโย จังหวัดอ่าง โดยได้มอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย 430 ชุด และมอบเงินบำรุงขวัญแก่สมาชิก อส.  ที่ช่วยเหลือผู้ประสบ                อุทกภัย จำนวน 61 คน     

                           9.3) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2549 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายอนุชา  โมกขะเวส)  พร้อมด้วยชมรมแม่บ้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ได้เดินทางไปตรวจสถานการณ์อุทกภัยที่องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากน้อย  อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี  และมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย 800 ชุด

                           9.4) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายบัญญัติ  จันทน์เสนะ)   สมาคมแม่บ้านมหาดไทย    พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ได้เดินทางไปเยี่ยมราษฎรผู้ประสบอุทกภัยและแจกจ่ายสิ่งของช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบอุทกภัยที่ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ทั้งนี้มูลนิธิรัฐบุรุษฯ   ได้แจกจ่ายถุงยังชีพ จำนวน  1,021 ชุด  ผ้าห่ม  3,000 ผืน 

เสื่อ  500 ผืน  เก้าอี้สำหรับถ่ายอุจจาระ 120 ตัว น้ำดื่ม  2,000 โหล  น้ำมันโซล่า 200 ลิตร ให้แก่ราษฎรผู้ประสบภัยในพื้นที่

                   10. การเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ราษฎรผู้ประสบภัย

                           เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ได้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือ            ผู้ประสบอุทกภัย(คชอ.) ครั้งที่ 1/2549  ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ประชุม     ได้พิจารณาเห็นว่าเนื่องจากขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยได้คลี่คลายแล้ว 32 จังหวัด แต่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 15 จังหวัด  ซึ่งราษฎร             ผู้ประสบภัยได้รับความเดือดร้อน  ไม่มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวเป็นจำนวนมาก  ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นให้แก่ราษฎรผู้ประสบภัยได้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ภายหลังน้ำลดหรือระหว่างรอการประกอบอาชีพเดิมหรืออาชีพใหม่  กระทรวงมหาดไทย จึงได้แจ้งให้จังหวัดที่ประสบอุทกภัย 47 จังหวัด เร่งดำเนินการให้ความ  ช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัย ดังนี้ 

                           1) ให้อำเภอ/กิ่งอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสบอุทกภัย  แต่งตั้งคณะกรรมการระดับตำบล สำรวจ ตรวจสอบจำนวนผู้ประสบภัย  จำนวนครัวเรือนที่ประสบภัย  เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการฯ พ.ศ. 2546 (งบ 50 ล้านบาท) และหลักเกณฑ์ฯที่กำหนด (ข้อ 5.1) ด้านการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นลำดับแรก 

                           2) การจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยตามข้อ 1) ประกอบด้วย  ค่าเครื่องครัว/อุปกรณ์ในการประกอบอาหาร  ค่าวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลังและบางส่วน  ค่าวัสดุซ่อมแซมยุ้งข้าว/โรงเรือน/คอกสัตว์ที่เสียหายทั้งหลังและบางส่วน  ค่าเครื่องนุ่งห่ม  ค่าเครื่องแบบนักเรียน/นักศึกษา  ค่าเครื่องครัว  ค่าเครื่องนอน  ค่าเครื่องใช้อื่นๆในชีวิตประจำวัน  ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ/เงินทุนประกอบอาชีพ

                           3) ให้ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล   ที่ต้องการให้การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย  ต้องถึงมือประชาชนโดยเร็ว   เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ในเบื้องต้น  และเป็นไปอย่างโปร่งใส

 

23.  เรื่อง  การแก้ไขปัญหา และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้รายงานการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ดังนี้

                        1. การความช่วยเหลืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำยม  และน่าน

                        คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549  อนุมัติงบประมาณ  (งบกลางวงเงิน 122.71

ล้านบาท)  ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำดำเนินการให้ความช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนน้ำอุปโภค  บริโภคในระยะเร่งด่วน  และสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณ 101,823,900  บาท   เพื่อ

ดำเนินการสูบล้างบ่อน้ำตื้น  ปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปา  ปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำก่อสร้างฝายต้นน้ำลำธาร  โดยมี

สรุปผลการดำเนินงาน  ดังนี้

1)      ปรับปรุงล้างบ่อน้ำ 831 แห่ง งบประมาณ 7,040,900 บาท ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์

2)      ซ่อมแซมประปาหมู่บ้าน 97 แห่ง  งบประมาณ 10,487,600 บาท  เสร็จสมบูรณ์ 95 แห่ง

 

3)      ฝายต้นน้ำ 306 แห่ง  งบประมาณ 53,358,700 บาท อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้ว

เสร็จในเดือน พฤศจิกายน 2549

4)      ปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำ 15 แห่ง งบประมาณ 30,936,700 บาท เสร็จสมบูรณ์ 1 แห่ง

คาดว่าส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2549

                        คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 อนุมัติงบประมาณ (งบกลางวงเงิน 186.03 ล้านบาท) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการให้ความช่วยเหลือดังนี้

                                      1)  สำรวจและเจาะบ่อบาดาล 600 บ่อ เสร็จสมบูรณ์ 455 บ่อ

                                      2)  เป่าล้างบ่อบาดาล 4,052 บ่อ เสร็จสมบูรณ์ 4,273 บ่อ

                                                  3)  ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำแบบบ่อลึก 1,892 เครื่อง เสร็จสมบูรณ์ 2,014 เครื่อง

                                      4) ซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน 756 แห่ง เสร็จสมบูรณ์ 698 แห่ง

            2.  การให้ความช่วยเหลือที่ดำเนินการแล้ว

                        กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรน้ำได้             ดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นการเฉพาะหน้านับตั้งแต่เกิดอุกทกภัยจนกระทั่งปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการแล้วสรุปได้ดังนี้

                                    1)  ติดตั้งระบบประปาสนาม 6 ชุด เพื่อผลิตน้ำอุปโภคบริโภคแจกจ่าย ให้แก่ 6 จังหวัดได้แก่ จังหวัด พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี เป็นปริมาณน้ำ 660,000 ลิตร

                                   2) ให้บริการน้ำประปาบาดาลบรรจุขวดแจกจ่ายให้แก่พื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และอยุธยา ปริมาณ 17,942 ขวด และแจกจ่ายน้ำสะอาดอีก 109,600 ลิตร

                                   3)  สำรวจความเสียหายเบื้องต้นที่เกี่ยวกับระบบประปา 2,290 แห่ง แหล่งน้ำ 54 แห่ง บ่อน้ำตื้น 817 แห่ง บ่อบาดาล 11,042 บ่อ

                                   4)  ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในลำน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง และใช้           จุลินทรีย์ชีวภาพบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ชุมชนอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร และประสานงานกับกรมชลประทาน  ให้ระบายน้ำในพื้นที่ทุ่งวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท  และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย

                   3.  การฟื้นฟูภายหลังน้ำลดในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย

                             3.1 การแก้ไขปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค  และแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรม

                              เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยธรรมชาติในภาวะน้ำท่วมทั้ง 36 จังหวัด ในเรื่องน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภค และการปรับปรุงระบบประปา บ่อน้ำตื้น บ่อน้ำบาดาล รวมทั้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติหลังเหตุการณ์น้ำลด  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะรีบเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวโดยขณะนี้ได้เสนอ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ (งบกลาง) ในปี2550 จากคณะรัฐมนตรีในวงเงิน 777,509,900 บาท โดยแยกเป็น 2 รายการ ดังนี้

                                   1) ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำเนินการโครงการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 36 จังหวัด ในส่วนระบบน้ำสะอาดจากน้ำบาดาล งบประมาณ  486,541,000  บาท

                                           -  การให้บริการน้ำบาดาล 4.5 ล้านลิตร                                   15,750,000 บาท

                                           -  การพัฒนาเป่าล้างบ่อบาดาล 11,042 บ่อ                             71,773,000 บาท

                                           -  การซ่อมเครื่องสูบน้ำแบบบ่อลึก 4,968 เครื่อง                         4,968,000 บาท

                                     -  การซ่อมระบบประปาบาดาล หมู่บ้าน 521 ระบบ                   26,050,000 บาท

                                           -  การเจาะบ่อน้ำบาดาล 1,840 บ่อ                                       368,000,000 บาท

                                      2) ให้กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการโครงการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 36 จังหวัด ในส่วนระบบน้ำประปาผิวดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ งบประมาณ 290,968,900 บาท

                                           -  ซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน 1,769 แห่ง                               210,812,000 บาท

                                           -  ปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ 54 แห่ง                                                           76,605,900 บาท

                                           -  ปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยสูบล้างบ่อน้ำตื้น 817 แห่ง                    2,451,000 บาท

                                           -  ช่วยเหลือน้ำอุปโภคบริโภคเบื้องต้นโดยประปาเคลื่อนที่                    600,000 บาท

                                           -  ติดตามประเมินผลโครงการ 2,640 แห่ง                                        500,000 บาท

                             3.2 การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย

                             จากการประชุมกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียที่เกิดจากอุทกภัย เมื่อวันพุธที่  1  พฤศจิกายน  2549  ที่กรมทรัพยากรน้ำ  ประกอบด้วย  กรมควบคุมมลพิษ  กรมทรัพยากรน้ำ  กรมอนามัย                     กรมชลประทาน  กรมควบคุมโรค  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  การประปาส่วนภูมิภาค  และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย  สรุปได้ดังนี้

                                                1)  ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ และเร่งรัดการระบายน้ำออกจากทุ่งโดยประสานงานกับชุมชน  และกำหนดแนวทางการระบายน้ำร่วมกันกับกรมชลประทาน  กรมควบคุมมลพิษ  กรมทรัพยากรน้ำ  และ          องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                                2) กรณีน้ำเน่าเสียในชุมชนที่ระบายไม่ได้ และมีปริมาณน้ำไม่มาก ให้ใช้จุลินทรีย์             ชีวภาพ (EM)  ช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ ดำเนินการโดยกรมอนามัยและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยประสานงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยินดีสนับสนุนวิทยากร เพื่ออบรมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขยายจุลินทรีย์ชีวภาพ โดยใช้กากน้ำตาล ฯ เป็นวัตถุดิบ

                                                3) กรณีมีความจำเป็นต้องส่งน้ำเพื่อผลักดันและเจือจางน้ำเสียในแม่น้ำ ให้องค์กร             ปกครองส่วนท้องถิ่น กรมควบคุมมลพิษประสานงานกับกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

                                                4) กำจัดสิ่งปฏิกูล และขยะ จัดการสุขาภิบาล การอนามัยสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสุขภาพ โดยการประเมินความเสียหาย และฟื้นฟูส้วม ติดตั้งส้วมชั่วคราว แจกจ่ายถุงดำพร้อมทั้งแนะนำวิธีการใช้                   ดำเนินการโดยการประสานงานร่วมกันระหว่างกรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                                5) จัดการการสุขาภิบาลอาหาร การล้างทำความสะอาดตลาดในชุมชนที่ถูกน้ำท่วม จัดทีมงานและชุดตรวจตัวอย่างอาหาร สาธิตให้อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในการใช้งาน โดยการประสานงานร่วมกันระหว่างกรมอนามัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                                6) ควบคุมโรค ตามแผนระยะสั้นและระยะยาวที่กำหนดโดยกรมควบคุมโรค รวมทั้งดำเนินการดูแลฟื้นฟูสุขภาพจิต โดยกระทรวงสาธารณสุข

                                                7) ผลิตน้ำประปาให้มีคุณภาพ จ่ายน้ำโดยไม่คิดมูลค่า และบรรจุน้ำประปาใส่ขวดหรือถุงไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยดำเนินการโดยการประปาส่วนภูมิภาค

 

24. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงคมนาคม

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมรายงานความเสียหายด้านการขนส่งทางถนน ทางรถไฟ และทางน้ำ และการฟื้นฟูความเสียหาย ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดังนี้

                        1. การประเมินความเสียหาย มูลค่าความเสียหายรวม 3,330.623 ล้านบาท ประกอบด้วย

                                    1.1 ทางถนน ถนนสายหลักในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงเสียหาย 44 สายทาง รวม 389 แห่ง ครอบคลุม 50 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย รวม 1,734.549 ล้านบาท ถนนสายรองในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท เสียหาย 291 สายทาง ครอบคลุม 42 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย รวม 1,350.000 ล้านบาท

                                    1.2 ทางรถไฟ เสียหาย 6 แห่ง รวมถึงรถจักร รถดีเซลราง และรถโดยสาร พร้อมอุปกรณ์เสียหาย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย รวม 246.074 ล้านบาท

                                    1.3 ทางน้ำ ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ เนื่องจากต้องรอให้ปริมาณน้ำเข้าสู่สภาพปกติก่อน

                        2. การฟื้นฟูบูรณะความเสียหาย

                                    2.1 การซ่อมแซมทางหลวง  ขณะที่น้ำท่วมอยู่ได้หาทางทดแทนหรือทอดสะพานเบลี่ย์ให้การจราจรผ่านได้ทันที  ส่วนทางหลวงที่น้ำลดแล้ว ได้ดำเนินการซ่อมแซมให้การจราจรผ่านได้ในเบื้องต้น  และหลังน้ำลด ได้เร่งสำรวจสภาพความเสียหายเพื่อซ่อมแซมเส้นทางให้คืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

                                    2.2 การซ่อมแซมทางรถไฟ  ได้ซ่อมทาง แก้ไขลาดคันทางเพื่อเปิดช่องน้ำ ลงหินโรยทางและ                 ยกระดับราง ถมดินและหินเพื่อเปิดการเดินรถ

                                    2.3 แผนการดำเนินงานในระยะยาวได้ดำเนินการสำรวจแนวสายทางที่ขวางน้ำเพื่อปรับปรุง        กายภาพของเส้นทางคมนาคม  ตลอดจนจัดทำแผนเผชิญเหตุ และระบบการบริหารงานอุบัติภัย เพื่อรักษาเส้นทางคมนาคมให้หน่วยงานอื่นสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนได้

                        3. การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  กรมทางหลวงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สิน และทางหลวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง กับได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ ยานพาหนะ เครื่องอุปโภคบริโภคเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง และกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้ออกสำรวจแม่น้ำปิง  แม่น้ำน่าน และแม่น้ำสะแกกรัง เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบอุทกภัยทั้งสองฝั่ง ส่งเรือชุดกำจัดผักตบชวาออกกำจัดผักตบชวาในแม่น้ำน้อยและแม่น้ำลพบุรี เพื่อให้การระบายดีขึ้น

                        4. การขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณและกำลังความช่วยเหลือจากหน่วยงานโดย

 งบประมาณที่จะต้องใช้ในการซ่อมแซมทางหลวงที่ชำรุดเสียหาย ขอใช้งบฉุกเฉินในการซ่อมแซมให้การจราจรผ่านได้ เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานอื่นเข้าถึงประชาชนได้ และขอรับการสนับสนุนการดำเนินการจากกองกำลังทหารพัฒนา กรณีกำลังการซ่อมของภาคพลเรือนไม่เพียงพอ

 

25.   เรื่อง การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน

                        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงแรงงาน  รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการช่วยเหลือ                   ผู้ประสบอุทกภัยดังนี้

                        1.  จัดสรรเงินงบประมาณ  งบกลาง  ที่เหลือจากการดำเนินการตามโครงการจ้างงานเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  5  จังหวัดภาคเหนือ  (จังหวัดอุตรดิตถ์  สุโขทัย  แพร่  น่าน  และจังหวัดลำปาง)  ให้แก่จังหวัดที่ประสบอุทกภัยแล้ว  14  จังหวัด  ซึ่งได้แก่  จังหวัดอยุธยา  7,525,500  บาท  อ่างทอง  3,549,600  บาท  สิงห์บุรี  3,430,700  บาท  นครสวรรค์  1,589,200  บาท  พิจิตร  1,296,300  บาท  ชัยนาท  1,293,400  บาท  สุพรรณบุรี  930,900  บาท  ลพบุรี  736,600  บาท  ปทุมธานี  678,600  บาท  นนทบุรี  522,000  บาท  พิษณุโลก  362,500  บาท  ปราจีนบุรี  353,800  บาท  อุทัยธานี 208,800  บาท  และจังหวัดสระบุรี 95,700  บาท  รวมเป็นเงิน  22,573,600  บาท  เพื่อให้ราษฏรที่เดือดร้อนจากการประสบอุทกภัยและไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติทำงานสาธารณะมีรายได้จำนวน  7,784  คน  สำหรับจังหวัดที่เหลือ  อยู่ระหว่างการตรวจสอบสภาพความเดือดร้อนและความจำเป็นในการจ้างงานเร่งด่วนของผู้ประสบอุทกภัย  เพื่อดำเนินการต่อไป

                        2.  ให้บริการจัดหางานเคลื่อนที่  โดยมีเป้าหมายเพื่อแนะแนวอาชีพและจัดหางานให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยที่ตกงานและประสงค์จะทำงาน  ให้มีงานทำทั้งในพื้นที่ต่างพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบความต้องการของผู้ประสบอุทกภัย  ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้และประสงค์เข้าร่วมโครงการสร้างอาชีพใหม่และโครงการพัฒนาฝีมือและศักยภาพ แรงงาน  เพื่อให้มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ความรู้ด้านบัญชี  การตลาด  รวมทั้งพัฒนาศักยภาพฝีมือแรงงาน  เพื่อสร้างความมั่นคงในการทำงาน  ตามความต้องการของผู้ประสบอุทกภัยและ ตลาดแรงงานในสาขาต่างๆ โดยเมื่อจบหลักสูตรแล้วจะมีการประสานงานกับสถานประกอบการเพื่อหาตำแหน่งงานว่างและประสานกับหน่วยงาน      อื่น ๆ ในเรื่องเงินทุนประกอบอาชีพต่อไป

                        3.  ขยายหรือเลื่อนกำหนดการส่งเงินสมทบให้แก่สถานประกอบกิจการในพื้นที่ประสบภัยออกไปอีก               3  เดือน  โดยมีสถานประกอบกิจการที่อยู่ในข่ายที่จะขอเลื่อนกำหนดการส่งเงินสมทบได้รวม  212,704  แห่ง

                        4.  ให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ในระหว่างเกิดอุทกภัย  และให้             หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในจังหวัดที่ประสบภัยดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  โดยการช่วยขนย้ายวัสดุสิ่งของ  เครื่องใช้ให้อยู่ในที่ปลอดภัย  ดำเนินการจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราวแก่ผู้ประสบอุทกภัย  รวมทั้งซ่อมแซมวัสดุเครื่องใช้เครื่องมือประกอบอาชีพและยานพาหนะต่าง ๆ ที่เสียหาย  เช่น  รถจักรยานยนต์  จำนวน  243  คัน  เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน  446  รายการ  เครื่องยนต์เล็กใช้ในการเกษตร  21  เครื่อง  รถยนต์  6  คัน  เป็นต้น

                        5.  ให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าลูกจ้างและราษฏรที่ประสบอุทกภัยโดยร่วมกับสถานพยาบาลประกันสังคม  จำนวน  26  แห่ง  การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ช่วยเหลือผู้ประกอบอุทกภัยโดยให้บริการด้านสุขภาพ  ระหว่าง    วันที่  25-27  ตุลาคม  2549  ในพื้นที่  11  จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดสิงห์บุรี  ปราจีนบุรี  สุพรรณบุรี  พระนครศรีอยุธยา  ชัยนาท  อ่างทอง  อุทัยธานี  พิจิตร  นนทบุรี  ปทุมธานี  และจังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งมีจุดให้บริการจำนวน  52  จุด  มีผู้มารับบริการทั้งสิ้น  4,715  ราย  ผู้มารับบริการ  ส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร  ระบบทางเดินหายใจ  น้ำกัดเท้า  โรคผิวหนัง  ปวดหลัง  ตาแดง  และโรคเครียด  ร่วมกับนายจ้าง  องค์กรนายจ้างและองค์กรลูกจ้าง  รับบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค  เพื่อนำไปแจกจ่ายตามสถานประกอบการต่าง ๆ ที่ลูกจ้าง  และครอบครัวไม่สามารถไปรับสิ่งของจากผู้บริจาคได้  เนื่องจากต้องทำงานและไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดแจกจ่ายได้จำนวน  1,000  ชุด  รวมทั้งแจกจ่ายถุงพลาสติกดำจำนวน  299,000  ใบให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  อ่างทอง  สิงห์บุรี  ชัยนาท  อุทัยธานี  และจังหวัดนครสวรรค์

 

26.   เรื่อง  รายงานผลการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ  (1-5 พฤศจิกายน 2549)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานผลการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ 2549  ระหว่างวันที่ 1-5 พฤศจิกายน  2549  สรุปได้ดังนี้

                    1. กิจกรรมสำคัญที่ดำเนินการ

                              1.1 พิธีการต้อนรับคณะผู้เข้าชมงานคณะแรก  (1พฤศจิกายน 2549  เวลา 09.00 น.) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะเจ้าหน้าที่จัดงาน จัดพิธีการต้อนรับคณะบุคคลที่เข้าชมงานเป็นคณะแรก  ต่อจากนั้นจึงได้เปิดให้ผู้จะเข้าชมงานต่าง ๆ ได้เข้าชมงาน

                                    1.2 พิธีเปิดงาน  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน  ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. หลังจากทรงกระทำพิธีเปิด ทอดพระเนตรการแสดงโขนหน้าพระที่นั่ง  ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสวนนานาชาติของทุกประเทศ  สวนประเภทองค์กรบางส่วน และ

กิจกรรมสำคัญต่าง ๆ เช่น สวนกล้วยไม้  สวนเกษตรทฤษฎีใหม่  ต้นโพธิ์แห่งความจงรักภักดี  รวมทั้งนิทรรศการในอาคารหอคำหลวง

                                    1.3 การจัดประชุมผู้แทนประเทศที่เข้าร่วมงาน (College  of  Commissioners)  และ             คณะกรรมการบริหารการจัดงานพืชสวนโลก  (Steering  Committee) ซึ่งประกอบด้วย  ตัวแทนของประเทศที่เข้าร่วม             จัดงาน 13 ประเทศ)  ในวันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2549  ซึ่งที่ประชุมแสดงความพึงพอใจในการอำนวยการจัดงานของฝ่ายไทยเป็นอย่างมากและมีความชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จทอดพระเนตรสวนที่ประเทศต่าง ๆ จัดขึ้นในงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ ครบทุกสวนด้วยความสนพระทัย

                                    1.4 การจัดงานลอยกระทง  ในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549  มีประชาชนสนใจเข้ามา         ร่วมงานกันด้วยความพึงพอใจ

                        2. จำนวนผู้เข้าชมงาน

                            จากการประเมิน  คาดว่ามีผู้เข้าชมงานตั้งแต่วันพุธที่ 1- วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ประมาณ 120,000 คน  ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 25,000 คน

                        3. การให้บริการ-อำนวยการ เพื่อความสะดวกแก่ผู้เข้าชมงาน

                                    3.1 การเดินทางเข้าชมงาน 

                                                1) การเดินทางเข้ามายังบริเวณงาน  คณะทำงานด้านการจราจรสามารถบริหารงานได้ตามแผนการ ไม่มีจราจรติดขัดอย่างรุนแรง

                                                2) การบริการรถแก่ผู้เข้าชมงานภายในบริเวณจัดงาน ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้เข้าชมงาน  เพราะแนวคิดเดิมต้องการให้ผู้เข้าชมงานเดินชมสวน  และกิจกรรมต่าง ๆ  มากกว่าการขึ้นรถชมงาน แต่ด้วยสภาพอากาศร้อนในช่วง 11.00-15.00 น. ประกอบกับความไม่คุ้นเคยกับการเดินชมงาน   ผู้เข้าชมงานจำนวนมากจึงต้องการใช้บริการรถในบริเวณงานเป็นจำนวนมาก  ซึ่งฝ่ายจัดงานจะทำการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เตรียมตัวและเดินชมสวนมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันได้สั่งเพิ่มจำนวนรถอีกประมาณ 50%  ของจำนวนที่มี ซึ่งจะรองรับความต้องการได้

                                    3.2 การใช้บริการห้องสุขา  มีปัญหาบ้างในช่วงสองวันแรก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มของห้องสุขาที่อยู่บริเวณทางเข้างาน (เนื่องจากผู้เข้าชมงานต่างเข้าใช้บริการเป็นการเตรียมความพร้อมด้วยอาจจะไม่มั่นใจว่าจะมีห้องสุขาบริการในบริเวณงานอย่างพอเพียง   ซึ่งได้เริ่มประชาสัมพันธ์ให้แยกย้ายไปใช้ตามส่วนต่าง ๆ ของการจัดงาน)  ส่วนกลุ่มห้องสุขาอื่น ๆ สามารถรองรับได้ ซึ่งได้กำกับการดูแลความสะอาดและแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา  แต่ยังคงมี

ปัญหาเกี่ยวกับกลิ่นที่มากับน้ำที่ระบายออกมาตามรางระบายน้ำ คาดว่าจะมาจากระบบการระบายน้ำจากห้องสุขา  ขณะนี้ฝ่ายก่อสร้างกำลังตรวจสอบและหาทางแก้ไข คาดว่าน่าจะแก้ไขได้ภายใน 1-2 วัน

                                    3.3 การบริการอื่น ๆ  เช่น อาหาร-เครื่องดื่ม  การสาธารณสุข  การประชาสัมพันธ์                 (คนพลัดหลง)  ยังไม่พบปัญหาที่สำคัญ  ส่วนราคาอาหารและเครื่องดื่มได้คอยติดตามอยู่ตลอดเวลา

                        4. การเรียกร้องของกลุ่มประชาชนที่ทำธุรกิจรอบบริเวณงาน  ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 มีกลุ่มประชาชนที่ประกอบธุรกิจจัดที่จอดรถนอกบริเวณงาน  ขายอาหาร-เครื่องดื่ม  ขายของที่ระลึกและสินค้าต่าง ๆ  ได้เดินขบวนปิดล้อมเส้นทางเข้าออกบริเวณงานเพื่อขอให้ ปรับระบบจราจรและที่จอดรถ   เพื่อให้สามารถขายของได้ ซึ่งก็ได้มีการเจรจาและมีข้อยุติในการปรับแผนการจราจรให้ตามความประสงค์ โดยมีเงื่อนไขให้ร่วมกันดูแลสภาพพื้นที่และ            การจราจร หากเกิดผลกระทบกับความปลอดภัยและหรือระบบการจราจรส่วนรวมก็จะต้องทบทวนกันใหม่ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและเริ่มปรับระบบจราจรตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2549       โดยสรุปคือ  สามารถดำเนินการจัดการให้       ผู้เข้าชมงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ ได้ตามแผนการที่วางไว้

 

 



ต่างประเทศ

 

27.   เรื่อง  ขออนุมัติขายอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศของกระทรวงกลาโหม จำนวน 4 แห่ง

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ขายที่ดินและอาคารสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทย ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย จำนวน 4 แห่ง   ของกระทรวงกลาโหม  (กองทัพอากาศ)  ตามมติคณะกรรมการพิจารณาการขาย  การแลกเปลี่ยน การให้ การจำหน่าย จ่ายโอน  หรือจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ ครั้งที่  1/2549 วันที่ 17 มกราคม 2549 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  ทั้งนี้ ให้กระทรวงกลาโหมรับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการด้วยว่า   การประกาศขายที่ดินและอาคารสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทยดังกล่าวควรพิจารณาประกาศขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม   เพื่อให้ได้ราคาสูง เช่น กรณีที่ดินและอาคารสำนักงาน 

ณ กรุงลอนดอน   ประเทศสหราชอาณาจักร ควรพิจารณาประกาศขายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้น

 

28. เรื่อง ขออนุมัติปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเบลเยียมประจำจังหวัดระยอง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเบลเยียมประจำจังหวัดระยองตามที่

กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่าตามที่ได้รับรายงานสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักร

เบลเยียมประจำประเทศไทยว่า รัฐบาลราชอาณาจักรเบลเยียมได้มีพระราชกำหนดลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 รับรองการลาออกจากตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเบลเยียมประจำจังหวัดระยอง ของนายสุพงษ์ ลิ้มธนากุล และการปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเบลเยียมประจำจังหวัดระยอง ซึ่งกระทรวงต่างประเทศพิจาราณาแล้ว

เห็นควรอนุมัติตามที่รัฐบาลราชอาณาจักรเบลเยียมแจ้ง

 

29.  เรื่อง  ขออนุมัติเปิดสถานเอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้รัฐบาลราชรัฐลักเซมเบิร์กเปิดสถานเอกอัครราชทูต

ราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศอื่นด้วย

                        ทั้งนี้  กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลราชรัฐลักเซมเบิร์กมีความประสงค์จะขอเปิดสถาน     

เอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศอื่นด้วย  อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชรัฐลักเซมเบิร์กได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและเริ่มมีพลวัตมากขึ้น  ดังนั้น  การเปิดสถานเอกอัครราชทูตราช รัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทยจะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ  การค้า  การลงทุน  และ

การท่องเที่ยว  โดยราชรัฐลักเซมเบิร์กสามารถเป็นตลาดสินค้าไทยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้เนื่องจากประชากรมีกำลังซื้อสูง  ทั้งนี้ ในปัจจุบันราชรัฐลักเซมเบิร์กมีสถานเอกอัครราชทูตในภูมิภาคเอเชีย 4 แห่ง คือ กรุงปักกิ่ง  กรุงโตเกียว  กรุงนิวเดลี  และกรุงกัวลาลัมเปอร์  กับมีสถานกงสุลใหญ่ 1 แห่ง คือ นครเซี่ยงไฮ้  โดยราชรัฐลักเซมเบิร์กจะปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำมาเลเซีย  ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมไทย และเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่ประเทศไทยแทนภายในปี 2549  ซึ่งใน       ชั้นนี้จะให้สถานเอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำไทยมีเขตอาณาครอบคลุมมาเลเซียและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย  และจะขยายครอบคลุมประเทศอื่นๆ  เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

 

30.   เรื่อง  การลงนามข้อตกลงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน 

                        คณะรัฐมนตรีพิจารณาการลงนามข้อตกลงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน   ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ  แล้วมีมติดังนี้

                        1. เห็นชอบร่างข้อตกลงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน  

                        2. เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  (กรมปศุสัตว์)  เจียดจ่ายเงินงบประมาณประจำปี               พ.ศ. 2550  เพื่อบริจาคเข้ากองทุนฯ ประจำปี พ.ศ. 2549  (ค.ศ.2006)  สำหรับเงินบริจาคประจำปี พ.ศ. 2550-2553         (ปีงบประมาณ  2551-2554)   ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  (กรมปศุสัตว์)  เพื่อนำไปบริจาคเข้ากองทุนฯ  ให้ครบตามข้อตกลงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน  

                        3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทน  เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงฯ  และอนุมัติในหลักการว่า ก่อนจะมีการลงนาม  หากมีการแก้ไขในร่างข้อตกลงฯ  ในประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญขอให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้แทน

                        4. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม  (Full  Powers) ให้รัฐมนตรีว่า

การกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้แทน  เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงฯ  ดังกล่าวข้างต้น 

                        การจัดตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง  พึ่งพาตนเอง  และความเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน ในด้านสุขภาพสัตว์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญ ๆ   ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตของมนุษย์ในภูมิภาค  อาทิ  โรคปากและเท้าเปื่อย   โรคไข้หวัดนก  โรคอหิวาต์สุกร ฯลฯ   ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 

                        ทั้งนี้  ในการประชุม 28th  AMAF  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่  13-17  พฤศจิกายน 2549 ณ  ประเทศ            สิงคโปร์  คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการลงนามในการประชุมครั้งนี้  เนื่องจากประเทศสมาชิกเห็นพ้องต้องกันว่า             การจัดตั้งกองทุนฯ  เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว  มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายต่อการควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน  รวมทั้งร่างข้อตกลงฯ  ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมาตลอด   โดยร่างข้อตกลงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์ อาเซียน  จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป  และจะสิ้นสุดในวันที่รัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้        อาเซียน (AMAF)  เห็นสมควรให้สิ้นสุด    รวมทั้งการบริจาคเงินสนับสนุนกองทุนฯ  ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่มี           อุตสาหกรรมผลิตปศุสัตว์สูง  ต้องบริจาค จำนวน 300,000  เหรียญสหรัฐ   โดยแบ่งจ่ายเงินสมทบกองทุนเป็นเวลา

5  ปี ๆ ละ  60,000  เหรียญสหรัฐ  เริ่มบริจาคตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ.2006)  เป็นต้นไป 

 

31.  เรื่อง  การขยายระยะเวลาโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก

                    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เข้าร่วมโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออกในช่วงขยายระยะเวลาโครงการ  1  ปี   ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 – 28 กุมภาพันธ์  2551  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ    ทั้งนี้ให้รับความเห็นของกระทรวงพาณิชย์  กระทรวงการต่างประเทศ  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   สำนักงบประมาณ  ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการต่อไป

                        กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า

                        1. โครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก  (The Pilot  Project  on  East Asia   Emergency Rice Reserve :  EAERR)  ก่อตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับ              รัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน  ญี่ปุ่น  และสาธารณรัฐเกาหลี  (AMAF+3)  เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2545 เพื่อศึกษาแนวทางและทดลองระบบการสำรองข้าวเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน  อดอยากหิวโหย  และลดความเสี่ยงในการขาดแคลนอาหารจากผลกระทบของภัยพิบัติทางธรรมชาติ  รวมทั้งทดสอบระบบการซื้อขายล่วงหน้า โดยที่ประชุม AMAF+3 ได้มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ  (Project Steering Committee : PSC)  ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา 3 ประเทศ  (สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น  และสาธารณรัฐเกาหลี) เพื่อกำกับดูแลโครงการและมอบหมายให้ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานชั่วคราวในช่วงระยะเวลานำร่อง 3 ปี  (พ.ศ. 2546-2549) ทั้งนี้ โครงการนำรองฯ  เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547   โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น  และประเทศไทยสนับสนุนสถานที่ตั้งโครงการพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

                        2. เนื่องจากโครงการนำร่องฯ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์  2550  จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ  ที่จำเป็น ได้แก่   การสรุปผลการประเมินโครงการ และการจัดทำร่างข้อตกลงการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออกให้เสร็จสมบูรณ์    ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหาร         โครงการ (PSC)  ในการประชุมครั้งที่ 7/2549  เมื่อวันที่ 6-7 กันยายน 2549   ที่ประเทศมาเลเซีย  ได้มีมติให้ขยายระยะเวลาโครงการต่อไปอีก 1 ปี  และจะมีการนำเรื่องการขยายระยะเวลาดังกล่าวเสนอในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน ด้านการเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน   ญี่ปุ่น  และสาธารณรัฐเกาหลี (AMAF+3)    ครั้งที่ 6  ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-18 พฤศจิกายน 2549 ที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อให้ความเห็นชอบโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเสนอท่าทีต่อที่ประชุม  AMAF+3 ในการเข้าร่วมโครงการในช่วงการขยายระยะเวลาดังกล่าว

 

32.  เรื่อง  การเพิ่มทุนในสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศเพื่อริเริ่มให้มีการบรรเทาหนี้พหุภาคีแก่ประเทศสมาชิกที่ยากจน

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการให้กระทรวงการคลังดำเนินการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ  จำนวน 5,573,713 บาท โดยชำระในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินคลังประเภทจ่ายเมื่อทวงถามและไม่มีดอกเบี้ย 

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550  ซึ่งจะต้องใช้เพิ่มทุน จำนวน 1,857,904 บาท นั้น  ให้ใช้จ่ายจากงบกลาง  รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น   โดยให้กระทรวงการคลังทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ ตามระยะเวลาที่จะต้องจ่ายจริง  สำหรับเงินเพิ่มทุนในส่วนที่เหลือให้กระทรวงการคลังขอตั้งค่าใช้จ่ายไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.  2559  และ พ.ศ.  2569 ต่อไป  ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

 

33.   เรื่อง ขออนุมัติเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นทางการ  ครั้งที่  10  และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม +3 ครั้งที่  6

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรี

อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นทางการ  ครั้งที่  10  และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม +3 ครั้งที่  6  ในปี พ.. 2550   ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ 

 

34.  เรื่อง  การเห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนลงนามในหนังสือความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำพันธมิตรทาง                ยุทธศาสตร์อาเซียน-ซีฟเดค

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอท่าทีเห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้              

ลงนามใน Letter of  Understanding on ASEAN-SEAFDEC  Strategic  Partnership (ASSP)  ระหว่างการประชุม                รัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับประเทศญี่ปุ่น  ครั้งที่  6  ในวันที่  17 พฤศจิกายน 2549   และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)  เพื่อมอบให้เลขาธิการอาเซียนลงนามใน Letter of  Understanding on ASEAN-SEAFDEC  Strategic  Partnership (ASSP)  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ 

 



การศึกษา

 

35. เรื่อง  ขออนุมัติโครงการจัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 5 โรง ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการจัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 5 โรง ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ตามกรอบวงเงินประมาณการ                  ปี 2550-2552 จำนวน 292,670,000 บาท ใน 5 งบรายจ่าย (โดยไม่รวมงบลงทุนรายการก่อสร้าง) โดยใช้งบประมาณ                ปี 2550 จำนวน 83,229,000 บาท ปี 2551 จำนวน 111,503,500 บาท และปี 2552 จำนวน 97,937,500 บาท รวมทั้ง                    ขออนุมัติกรอบอัตรากำลังข้าราชการครู จำนวน 305 อัตรา และลูกจ้างประจำ จำนวน 45 อัตรา

                        ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า

                        1. ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้มีเด็กด้อยโอกาส                  เด็กกำพร้าไม่มีผู้ดูแล เลี้ยงดู อุปการะ อดีตนายกรัฐมนตรี (พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร) จึงได้มีบัญชาให้กระทรวง             ศึกษาธิการจัดทำโครงการจัดตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 5 โรง ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา และได้อนุมัติเงินงบกลางปี 2549 จำนวนประมาณ 700 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้าง          อาคารเรียน อาคารประกอบ และอาคารอื่นของโรงเรียนทั้ง 5 โรง โดยให้สำนักงบประมาณดำเนินการจัดตั้งงบประมาณ        ตามโครงการดังกล่าวสำหรับโอนให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ บริหารร่วมกับกองทัพบก โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ดังนี้

                              1.1 เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี               ในปีพุทธศักราช 2549

                              1.2 เพื่อรองรับเด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

                              1.3 เพิ่มเสริมสร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่เด็กด้อยโอกาสในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้รับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ

                              1.4 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน              มีความรักชาติ

                        2. โครงการดังกล่าวข้างต้นเป็นโครงการจัดตั้งโรงเรียนใหม่ มีลักษณะพิเศษในรูปแบบโรงเรียนประจำและไป – กลับ โดยจัดการศึกษา 3 ระดับการศึกษาในหนึ่งโรงเรียน (ประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนปลาย) และมีแผน                เต็มรูปขนาด 21 ห้อง จำนวนนักเรียน 810 คน เป็นนักเรียนประจำ 600 คน ไป – กลับ 210 คน โดยมีรูปแบบการจัดการศึกษา ดังนี้ 2.1 ระดับประถมศึกษา 210 คน  2.2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 360 คน 2.3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 240 คน

                   3. เนื่องจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั้ง 5 โรงนี้จัดตั้งในพื้นที่พิเศษ จำเป็นต้องมีระบบสวัสดิการและความมั่นคงยั่งยืนปลอดภัยให้ข้าราชการครูและลูกจ้างประจำได้ปฏิบัติการสอนและดูแลเด็กนักเรียนในโรงเรียนตลอด          24 ชั่วโมง ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและลูกจ้างประจำ จำนวนทั้งสิ้น 350 อัตรา เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนทั้งประจำ และไป – กลับ ตามแผนเต็มรูปโรงเรียนละ 70 คน (ข้าราชการครู 61 คน/โรง และลูกจ้างประจำ 9 คน/โรง) โดยใช้งบประมาณตั้งแต่ปี 2550 – 2552 จำนวนทั้งสิ้น 292,670,000 บาท

 



แต่งตั้ง

 

36.  เรื่อง  แต่งตั้ง

                    1.  การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์   ตามพระราชบัญญัติ

                       หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

                     คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้แต่งตั้งคุณพรทิพย์  จาละ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายใน

คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์   ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  พ.ศ. 2535 ต่อไปอีกวาระหนึ่ง

ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

 

 

 

                   2.   การแต่งตั้งกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำจังหวัดขอนแก่น

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ให้แต่งตั้ง นายสีสะหวาด  ดนละวันดี (Mr.Sisavath  Donlavandy)  ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำ  จังหวัดขอนแก่นคนใหม่  สืบแทนนายสุทธิเดช  พรมมะลาด   

 

                   3.  อนุมัติการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐออสเตรียประจำจังหวัดภูเก็ต

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้แต่งตั้ง ร้อยโท  ภูมิศักดิ์ หงษ์หยก               ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐออสเตรียประจำจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ สืบแทน นายชูชัย หงษ์หยก

 

4.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 11 (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ให้แต่งตั้งนายจุฑาธวัช  อินทรสุขศรี  อธิบดี
(นักบริหาร 10)   กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร 11)  สำนักงาน                 ปลัดกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

5.  การแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ให้แต่งตั้งนายนพดล  เฮงเจริญ  ดำรงตำแหน่ง

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไป

                       

                   6. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์

                   (ภาษา เอกสารและหนังสือ)  นักอักษรศาสตร์ 10 ชช. (กระทรวงวัฒนธรรม)

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ให้แต่งตั้ง นางสาวฉวีงาม  มาเจริญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์  (ภาษา เอกสาร และหนังสือ)  นักอักษรศาสตร์ 9 ชช. กรมศิลปากร  ดำรงตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์  (ภาษา  เอกสาร และหนังสือ) นักอักษรศาสตร์ 10 ชช. กรมศิลปากร  กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                      7.  การแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์อมรา  พงศาพิชญ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวัฒนธรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไป

 

                        8. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้งนายชัยพร  โรจนวัฒน์ศิริเวช 

ผู้อำนวยการสำนัก (นายแพทย์ 9)  สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง  กรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นผู้ที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์  และต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดำรงตำแหน่ง               นายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มงานพัฒนามาตรฐานการตรวจวินิจฉัย  กลุ่มมาลาเรีย  สำนักโรคติดต่อ      นำโดยแมลง  กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์   และให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1  ตุลาคม 2549 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้  ตั้งแต่         วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ   แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

 

 

 

                      9.  แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้ง นายสุเจตน์  เลิศเอนกวัฒนา 

นายแพทย์  9 วช. ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลหนองคาย  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย  สำนักงานปลัดกระทรวง  ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช.  ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลหนองคาย  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย  สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวง

สาธารณสุข    ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                      10.   แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ  (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ  สังกัดกระทรวงคมนาคม  ดำรงตำแหน่งระดับ 10  จำนวน 5  ราย   ดังนี้  

1. นายสุรชัย  ธารสิทธิ์พงษ์  อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมทางหลวงชนบท  ดำรงตำแหน่ง  รองปลัดกระทรวง                       

(นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง 

                                2. นายปิยะพันธ์   จัมปาสุต  อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมการขนส่งทางบก  ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง                      (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง

                        3. นายศิลปชัย  จารุเกษมรัตนะ  ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ 10)  สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมการขนส่งทางบก

                        4. นายทรงศักดิ์  แพเจริญ  วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา   (ด้านควบคุมการ            ก่อสร้าง) (วิศวกรรมวิชาชีพ  10 วช.)  กรมทางหลวงดำรงตำแหน่ง อธิบดี  (นักบริหาร 10) กรมทางหลวง

                        5.  นายระพินทร์  จารุดุล   ผู้ตรวจราชการกระทรวง  (ผู้ตรวจราชการ  10)  สำนักงานปลัดกระทรวง             ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมทางหลวงชนบท 

            ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                                11.   การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  (สำนักนายก+             

                          รัฐมนตรี)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งนายอุณหิศ  กาญจนกุญชร  ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ  (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ  10 ชช.)  สำนักงบประมาณ  ดำรงตำแหน่ง  รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหาร 10)  สำนักงบประมาณ   สำนักนายกรัฐมนตรี   ตั้งแต่วันที่  1 ตุลาคม  2549  เพื่อทดแทน

ผู้เกษียณอายุราชการ   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                        12.  การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ

                          และสังคมแห่งชาติ  (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งนางจุฑามาศ  บาระมีชัย  ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.)  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (นักบริหาร 10)            สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรี   ตั้งแต่วันที่  1 ตุลาคม  2549  เพื่อ

ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                   13.  การแต่งตั้งข้าราชการ  (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอให้แต่งตั้งนายบุญรอด  สิงห์วัฒนาศิริ  ที่ปรึกษาระบบราชการ  (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล  10 ชช.)  สำนักงาน ก.พ.  ดำรงตำแหน่ง  รองเลขาธิการ ก.พ.  (นักบริหาร 10)  สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี  ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549  เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                   14.   การแต่งตั้งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้แต่งตั้งนายอักกพล  พฤกษะวัน 

ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน (นักบริหาร 9)  ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (นักบริหาร 10)  โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราตามบัญชีกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนของพนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

 

                   15.  การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ  สังกัดกระทรวงพลังงาน  ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2  ราย ดังนี้ 

            1. นายเมตตา  บันเทิงสุข  ผู้อำนวยการสำนักงาน  (นักบริหาร 10)  สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมธุรกิจพลังงาน

            2. นายพานิช  พงศ์พิโรดม  อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมธุรกิจพลังงาน  ดำรงตำแหน่ง อธิบดี

(นักบริหาร 10)   กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

            ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งเป็นต้นไป 

 

                    16.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้  ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  ตามลำดับ  ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ   ดังนี้  

            1.  รองนายกรัฐมนตรี  (นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์) 

            2.  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายยงยุทธ   ยุทธวงศ์) ทั้งนี้  ให้ครอบคลุมถึง

กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย  

 

                    17.   แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้งนายประสิทธิ์  โฆวิไลกูล   เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไปอีกวาระหนึ่ง  โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่  7 พฤศจิกายน 2549  เป็นต้นไป 

 

                   18.    แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบิน        

                            พลเรือน

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน

คณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน  จำนวน 3 คน  เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการชุดเดิมได้ลาออก  ดังนี้  

1. พลอากาศเอก สมมิตร ณ บางช้าง  ประธานกรรมการ  2. พลตำรวจตรี ชูเกียรติ  ประทีปะเสน  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  

3. นางสาวอำไพ  เจริญผล  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ   โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่  7 พฤศจิกายน  2549  เป็นต้นไป

 

                   19.  การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ให้แต่งตั้งนายถวิล เปลี่ยนศรี

ที่ปรึกษาด้านการประสานกิจการความมั่นคง (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป สำหรับการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

 

                   20. การแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงยุติธรรม)

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 5 ราย ดังนี้

                        1) นางชูจิรา กองแก้ว อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ดำรงตำแหน่ง

ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

                        2) นายไพศาล วิเชียรเกื้อ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

                        3) นายสิรวัต จันทรัฐ อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมบังคับคดี ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง               (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

                        4) นายชาญเชาน์ ไชยานุกิจ อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ดำรงตำแหน่ง                    ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

                        5) นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง             ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

                        ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป สำหรับการนำความกราบบังคมทูล                พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

 

                   21.  การโอนย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 ในสำนักนายกรัฐมนตรี

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้การโอนย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 ในสำนักนายกรัฐมนตรี   จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1) นายดุษฎี สินเจิมสิริ อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมประชาสัมพันธ์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี                    2) นายปราโมช   รัฐวินิจ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ไปดำรงตำแหน่ง   อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมประชาสัมพันธ์

                        ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป สำหรับการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

 

                    22.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม รวมจำนวน 11 คน ดังนี้ นายวิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายปราชญ์             บุณยวงค์วิโรจน์ นายธวัช สุนทราจารย์ หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ ศาสตราจารย์วิษณุ ธรรมลิขิตกุล  ดร. จงดี               ว่องพินัยรัตน์ ว่าที่พันตรีสมบัติ วงศ์กำแหง ศาสตราจารย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นายชูชัย ศุภวงศ์ นายประสาร มฤคพิทักษ์ และนางสิรินุช  พิศลยบุตร ผู้แทนกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

                    23.  แต่งตั้งผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้ง นายขรรค์ ประจวบเหมาะ เป็นผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ต่อไปอีกวาระหนึ่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

                    24.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การ

                          ขนส่งมวลชนกรุงเทพ

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นใน          คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำนวน 9 คน ดังนี้ พลเอก อธิคม ตันเลิศ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายคำรบลักขิ์ สุรัสวดี นายปรีดี จุลเจิม นายประพนธ์ วงศ์วิเชียร พล... พิจาร               จิตติรัตน์ นายไมตรี ศรีนราวัฒน์ นายมานะ หลักทอง นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ นายสุกรี คุ้มพันธุ์ และนายโอภาส เพชรมุณี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

 

 

                    25.  การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการใน

คณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย  จำนวน 7 คน ดังนี้ นายศิวะ แสงมณี เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย

นายนพดล ประไพตระกูล นายดิสทัต   โหตระกิตย์ นางพัลลภา เรืองรอง ม..ผกาแก้ว บุญเลี้ยง นายนิมิตชัย สนิทพันธุ์ และนายดุสิต   นนทะนาคร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

                   26.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการทางพิเศษแห่ง

                          ประเทศไทย

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นใน

คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำนวน 8 คน ดังนี้ นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายทรงศักดิ์ แพเจริญ นางพรรณี สถาวโรดม นายธรรมนิตย์ สุมันตกุล นางจุฑามาศ บาระมีชัย

นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ พลตำรวจโท ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ และนายสรร วิเทศพงษ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549

เป็นต้นไป

 

                    27.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นใน           คณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย จำนวน 9 คน ดังนี้ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ นางวรานุช    หงสประภาส นายทวีศักดิ์ วรพิวุฒิ พลเรือตรี วิทยา

วงศ์เทิดธรรม นายชาติชาย ศุภคติธรรม (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) นายนิพนธ์ พัวพงศกร นายปิยะชัย สุทธิแช่ม และ

นายประวิตร นิลสุวรรณากุล ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

                    28.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่ง

                          มวลชนแห่งประเทศไทย

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรง

คุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน ดังนี้ ร้อยตำรวจตรี เกรียงศักดิ์

โลหะชาละ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายคำรบลักขิ์ สุรัสวดี นายวีระพล ปานะบุตร และนายนิมิตชัย สนิทพันธุ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

                    29.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปุ๋ย

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปุ๋ย จำนวน 5 คน ดังนี้ นายปิยะ ดวงพัตรา นายอรรณพ ตันสกุล นายวิศิษฐ์ โชลิตกุล นายประสาท เกศวพิทักษ์ และนายสุนทร มณีสวัสดิ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

                   30.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 7 คน ดังนี้ นายปิยะวัติ บุญ-หลง นายปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์                             นายกฤษณพงษ์ กีรติกร นายอรรจน์ เศรษฐบุตร นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ คุณพรทิพย์ จาละ และนายพรายพล               คุ้มทรัพย์   ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

 

 

 

 

                   31. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบัน

                         ทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) .. 2548

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรง

คุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) .. 2548 ดังนี้ นายสงบ ลักษณะ เป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสถาบันทดสอบ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นข้าราชการจำนวน 2 คน ได้แก่ นายพฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ คณบดี คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มิใช่ข้าราชการมีจำนวน 3 คน ได้แก่

นาง ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์ นางนงราม เศรษฐพานิช และนายประเสริฐ ชิตพงศ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

 

                    32.  แต่งตั้งคณะกรรมการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

                        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการเกษตรตาม              แนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายโฆษิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์)

เป็น ประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นรองประธานกรรมการ    คณะกรรมการประกอบด้วย  ปลัดกระทรวงมหาดไทย  ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)  นายชนวน รัตนวราหะ   นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม    นายธงไชย  คงคาลัย นายชูศักดิ์  หาดพรม  นายประพัฒน์ อภัยมูล   นายแพทย์อภิสิทธิ์  ธำรงวรางกูร  นายคำเดื่อง ภาษี  นายอำนาจ หมายยอดกลาง  นายประยงค์  รณรงค์  นายดือราแม  ดาราแม  นายวิชิต  นันทสุวรรณ  โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการและ เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมายเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ 

                        โดยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

                        1. ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะกับรัฐบาลเกี่ยวกับแนวทางและโครงการพัฒนาเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการพึ่งตนเองของชุมชน

                        2. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการทำงานของคณะกรรมการ          ตามความจำเป็น

                        3. พิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะที่ปรึกษา  คณะอนุกรรมการและคณะทำงานใน           คณะกรรมการชุดนี้

                        4. ปฎิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

                    33. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้มีการย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 จำนวน 6 ราย ดังนี้

                        1. ย้ายนายชาตรี ช่วยประสิทธิ์  ผู้ตรวจราชการ (นักบริหาร 10)   สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                        2. ย้ายนางมณทิพย์  ศรีรัตนา  ทาบูกานอน  รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

                        3. ย้ายนายอภิชัย  ชวเจริญพันธ์  อธิบดี (นักบริหาร  10) กรมควบคุมมลพิษ  ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมทรัพยากรธรณี

                        4. ย้ายนางนิศากร   โฆษิตรัตน์  เลขาธิการ (นักบริหาร 10)  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

 

                        5. ย้ายนายวิชัย  แหลมวิไล  อธิบดี (นักบริหาร 10)  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล  ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี

(นักบริหาร 10) กรมป่าไม้

                      6. ย้ายนายเฉลิมศักดิ์  วานิชสมบัติ  รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10)  สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี   (นักบริหาร 10)  กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 

                        ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้ง เป็นต้นไป   สำหรับ ลำดับที่ 6 แต่งตั้ง        ไม่ก่อนวันที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายดำรงค์  พิเดช  ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหาร 10) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 

                        34. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

                    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ รายชื่อคณะกรรมการ            ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  ชุดใหม่แทนคณะกรรมการชุดเดิมที่ครบวาระ รวม 6 ด้านจำนวน 12 คน  ดังนี้

1.  คณะทำงานด้านการเงิน ภาครัฐ ดร.  ฉิม   ตันติยาสวัสดิกุล  ภาคเอกชน นายชาติศิริ

โสภณพณิช

2.  คณะทำงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  ภาครัฐ นางชุติมา บุณยประภัศร  ภาคเอกชน

พล  ร.ต.ประสาท ศรีผดุง 

3.  ด้านนิติศาสตร์ ภาครัฐ ผศ.ดร.พินิย ณ นคร  ภาคเอกชน นายชวลิต  อัตถศาสตร์

4.  ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาครัฐ นางธนนุช  ตรีทิพยบุตร  ภาคเอกชน นายยงยศ 

พรตปกรณ์

5.  ด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ ภาครัฐ  ดร.ทวีศักดิ์  กออนันตกูล  ภาคเอกชน 

ดร.ชวลิต ทิสยากร 

6.  ด้านสังคมศาสตร์ ภาครัฐ ผศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช    ภาคเอกชน นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีวิชัยกุล 

 

***************************************

 

 

“หากท่านใดประสงค์จะบอกรับข่าวสารจากสำนักโฆษกผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
ขอเชิญส่ง e-mail แจ้งชื่อ-สกุล และที่อยู่ ของท่านมาที่ prspokeman2547@yahoo.com